Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘สังคมและการเมือง’ Category

ที่บอกว่า ฝรั่งเศสก็มีหยุดเดินรถ นัดหยุดงาน
หรือที่บอกว่า อารยะขัดขืน คือต้องมีละเมิดกฎหมาย
ผิดทั้งนั้น

ขอแย้งดังนี้

1. ในฐานะที่เคยอยู่ฝรั่งเศสมามากกว่า 2 ปี การประท้วงที่ฝรั่งเศส มีกฎเกณฑ์ อยู่ภายใต้กฎหมาย

– จะเคลื่อนขบวนไปไหน ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการ หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อน เพื่ออำนวยความสะดวก…. สามารถขอรถตำรวจนำได้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่จะเดินไปไหน เมื่อไหร่ ก็ไปตามใจ ไม่แจ้งล่วงหน้า แล้วอ้างว่ากลัวโดนสกัด

– จะชุมนุมที่ไหน ใช้สถานที่ไหน จำนวนกี่วัน ต้องขออนุญาตก่อน ไม่ใช่นึกจะไปบุกยึดที่ไหนก็ไป ไม่มีการบุกยึดที่ไหนโดยพละการ โดยเฉพาะสถานที่ราชการ

– จะหยุดเดินรถ หรือนัดหยุดงานอะไร ต้องมีแผนชัดเจน ว่าหยุดตรงไหน รถเมล์สายไหน รถไฟสายไหน เป็นเวลากี่วัน และต้องมีจำนวนการเดินรถขั้นต่ำ เพื่อบรรเทาให้ประชาชน ที่สำคัญ ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า

2. การประท้วงแบบอารยะที่แท้จริง ต้องไม่มีการพกอาวุธ ไม่ละเมิดกฎหมาย
แค่บุกยึดสถานที่ราชการ ที่ทำงาน หรือบ้านใครซักคน ก็ถือว่าผิดกฎหมายแล้ว

3. การชุมนุม ต้องมีคนรับผิดชอบ ลงชื่อรับผิดชอบเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีคนตาย ผู้นำการชุมนุมต้องรับผิดชอบ ต้องถูกดำเนินคดี
การที่อาจารย์มาบอกว่า ประชาชนมาเอง แกนนำควบคุมไม่ได้ เป็นการปัดความรับผิดชอบ

อยากบอกแค่ว่าการกระทำของพันธมิตร ไม่เรียกว่า อารยะขัดขืน
แต่ต้องเรียกว่า…. “อนารยะขัดขืน

Advertisements

Read Full Post »

From: มุมมองหลายมิติ
Sent: Sunday, August 31, 2008 8:11 PM

กลับบ้านเถอะ
วิถีทางของพันธมิตรตอนนี้ มันเกินเลยการเรียกร้องอย่างสันติ และไม่มีทางออกที่ดีในระยะยาวให้กับประเทศ

ตอนนี้ไม่ว่าจะเกลียดรัฐบาลแค่ไหน
แต่นายกฯ จะต้องอยู่ต่อ เพื่อรักษาระบบ
ไม่ใช่ว่าใครไม่พอใจอะไรรัฐบาลก็มายึดทำเนียบบังคับให้ออกกันได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตาม

ส่วนพันธมิตร ต้องออกไปจากทำเนียบ มันเป็นการละเมิดสมบัติสาธารณะ ลุกล้ำสถานที่ราชการของ “รัฐ” อย่างชัดเจน
มันกลายเป็นอนาธิปไตยไปแล้ว
แกนนำพันธมิตรกำลังเหมือนคนแก่วัยทอง จะเอา ๆ แบบไม่ใช้เหตุผล

ปัญหาอะไรจะเกิดก็ต้องแก้ไขด้วยหลักการ ด้วยระบบนะ

อีกอย่าง เป็นห่วง กลัวจะเกิดการปะทะ เพราะตอนนี้เหมือนจะมีม็อบชนม็อบแล้ว
————————————————————————
From : คุณ L
Date: Sun, 31 Aug 2008 21:48:50 +0700

ขอเพิ่มเติมความเห็นจากคุณ… และคุณมุมมองฯน่ะครับ อาจจะผิด อาจถูกก็ได้ ถ้าผิดก็ช่วยแนะนำด้วยน่ะครับ

ผมว่าตอนนี้ระบบมันพังน่ะครับ กี่ยุคกี่สมัยก็ corruption ผู้ใหญควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ผมไม่คิดว่านักการเมืองในปัจจุบัน เป็นแบบอย่างที่ดีเลย

ถ้าไม่ช่วยกันซ่อมระบบ แล้ว รถจะวิ่งต่อได้ยังไง การปกครอง ไม่ว่า จะเป็น ประชาธิปไตยหรือ คอมมิวนิส์ ไม่ได้มีอะไรตายตัวว่าดีกว่าเสมอไป แต่ การปกครองด้วยคนที่ดี ต่างหากเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญ เช่นประเทศจีน สิงค์โปร เยอรมัน อเมริกา เป็นต้น

รถจะดีแค่ไหน Bugutti Veron, Ferrari, Altis, Limo, BMX. แต่คนขับมีเจตนาไม่ดี ชอบเที่ยว นอนดึก ดื่มเหล้า เล่นการพนัน คนขับคนนี้ ก็อันตรายที่จะนำมาเป็นคนขับรถให้เรา ประเด็นคือ เราจะต้องแก้วิธีการหาคนขับที่ดี ให้มาขับรถให้เราได้อย่างไง ไม่ใช่ว่าต้องดีเลิศประเสริฐศรีน่ะครับ แค่ขอให้รู้จักหน้าที่ และความรับผิดชอบก็พอ ไม่ใช่ว่าโกง และไม่มีประสิทธิภาพจนเกินไป

ลองนึกง่ายๆ น่ะครับ ถ้าเปิดบริษัท แล้วเจ้านาย corruption ตลอดเวลา เนี่ย ลูกน้อง มันจะไม่โกงด้วยเหรอ แล้วสุดท้ายมันจะอยู่ได้มั้ย

ผมว่าประเด็นคือตอนนี้น่ะระบบพังแล้วครับ แต่เราไม่เคยยอมรับกัน ที่น่ากลัวที่สุดคือไม่เคยคิดว่าจะมีผลกระทบอย่างไร

เอาง่ายๆ เลย มีใครมั่นใจว่านักการเมืองที่เลือกมาคราวหน้าจะไม่โกง โกงแล้วก็หลุด หลุดแล้วก็รวยเหมือนเดิม ทัศนคติอย่างนี้ที่ทุกๆคนก็คิด เป็นเรื่องที่น่ากลัวน่ะครับ

ถ้าคิดว่าเราไม่มีผลกระทบ เราอยู่ได้ ผมก็อยากให้ลองใปศึกษาประว้ติประเทศอาเจนตินาดู

หรือลองดูสิว่าทำไม 20 ปีที่แล้วเราแข่งกับญี่ปุ่น 10 ที่แล้วเราแข่งกับเกาหลี วันนี้เราแข่งแค่เวียดนาม 10 ข้างหน้าจะแข่งกับเขมรหรือเปล่า ?

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณ ที่เสียเวลาอ่าน mail จากความรู้และมุ่งมองอันเล็กๆของผม อาจถูก อาจผิดก็ช่วยแนะนำด้วยน่ะครับ

————————————————————————–
From: มุมมองหลายมิติ
Sent: Sunday, August 31, 2008 10:11 PM

การจะพัฒนาการเมือง ต้องใจเย็นครับ
เราต้องให้ประชาชนทุกระดับได้เรียนรู้ด้วยตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่อยากจะให้นักการเมืองได้เรียนรู้
อย่าพยายามคิดแทนประชาชน เพราะวิธีคิดของเราอาจจะไม่ถูกทั้งหมด

ส่วนเรื่องที่ว่า บ้านเราทำไมโดนคนอื่นแซงไปหมด
ก็เพราะเรามีคนกลุ่มหนึ่ง ที่ใจร้อน พยายามจะทำอะไรนอกระบบ ทั้งที่เจตนาดี และที่มีผลประโยชน์แอบแฝง พยายามจะคิดแทนคนทั้งประเทศ ด้วยการเข้ามาจัดการแย่งอำนาจกัน

เราปฏิวัติที บ้านเมืองก็ถอยหลังกันที
ลองไล่ดูเถอะ แม้แต่การปฏิวัติ 2479 ก็เป็นการปฏิวัติที่ไม่ได้มาจากประชาชน ประชาชนส่วนใหญ่มาก ๆ ยังไม่ได้รู้เรื่องประชาธิปไตยด้วยซ้ำ
แค่ปัญญาชนกลุ่มเดียว ที่ร่วมมือกับทหาร แล้วก็ใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจ
ถ้าถามคนทั้งประเทศ เขาก็ยังสนับสนุนกษัตริย์อยู่ แต่บ้านเมืองต้องเปลี่ยนแปลง แค่เพราะผู้มีอำนาจ คือกษัตริย์ตอนนั้น สู้กำลังคณะราษฎร์ไม่ได้

ประการที่ 2 คือ การต่อสู้ของพันธมิตร เป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง
ที่ฝรั่งเศส ที่มีการประท้วงเดินขบวน นัดหยุดงาน กันแทบทุกเดือน
เขาก็ต้องมีระบบของการประท้วง มีขอบเขต มีกฎเกณฑ์
จะเดินไปไหน ใช้พื้นที่ตรงไหน กี่วัน ก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้เตรียมการ
ไม่ใช่นึกจะยึดอะไรก็ยึด นึกจะปิดอะไรก็ปิด
ในฐานะประชาชนที่เสียภาษี ผมเองก็ถือว่าเสียสิทธิ ที่ทำเนียบถูกยึด ที่ถนนถูกปิด
มันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ไปรุกรานสิทธิของคนอื่นแล้ว

ถ้าใครจะต่อสู้อะไร ก็ต้องเสนอแนวคิด และต่อสู้มาด้วยวิธีของปัญญาชนครับ

กว่าเราจะมีนายกจากการเลือกตั้ง เราก็ต้องต่อสู้กันมาเป็น 10 ปี ถึงจะได้ข้อบังคับนี้มา

อย่างผม มีแนวคิดว่า การเมืองต้องแก้ปัญหาด้วยการแยกอำนาจบริหาร จากนิติบัญญัติ รัฐบาลและนายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
รัฐบาลบริหาร ไม่ต้องยุ่งเรื่องร่างกฎหมาย สภามีหน้าที่ออกกฎหมายที่ดีต่อประเทศ สส. ไม่ต้องสังกัดพรรค เหมือนที่เป็นอยู่หลาย ๆ ประเทศ
ถ้าผมเห็นว่าตรงนี้ดี ผมก็มีหน้าที่เผยแพร่ นำเสนอ ให้คนส่วนใหญ่เชื่อกับผม เห็นด้วยกับผม ถ้าคนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อก็ต้องยอมรับเสียงคนอื่น

พันธมิตรบอกให้รัฐบาลรับฟัง ให้นายกรับฟัง แต่ตัวเองก็ไม่ฟังใคร
พันธมิตรบอกไม่ให้ใช้ความรุนแรง แต่ตัวเองก็กลับใช้วิธีการที่เป็นความรุนแรง ทั้งพังรั้ว ปีนกำแพง พกอาวุธ พกไม้เบสบอล ไม่กอล์ฟ
เขาให้คนเคารพการเมืองภาคประชาชน แต่เขาก็กลับไม่เคารพการเมืองในระบบ

รัฐบาลแห่งชาติ นายกพระราชทาน ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ในรัฐบาลสรยุทธ แล้วมันแก้ปัญหาอะไรได้หรือ?
วิธีการ การเมือง ในแบบที่พันธมิตรคิดค้นกันมา มันช่วยแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้จริงหรือ?
การแก้ปัญหาด้วยกำลังมันช่วยบ้านเมืองได้จริงหรือ? หรือที่จริงเป็นการทำลาย

ด้วยความเคารพในการคิดต่างนะครับ

—————————————————————————-
From: คุณ L
Date: Sun, 31 Aug 2008 22:36:03 +0700

^^ คุณมุมมองฯ เคยไปฟังพันธมิตร บ้าง เกิน 5 ครั้งมั้ยครับ ? เคยดู ASTV มั้ย ? เคยเริ่มจากเข้าใจว่าทำไมมันต้องมาเหนื่อยถึงขนาดนี้มั้ย

เข้าบ้าเหรอ สนธิ ขัดกับ Thaksin เหรอ ? ถ้า ใช่ คนที่ออกมาตอนนี้ โดนหลอกด้วยคน 5 คน และ ช่อง tv 1 ช่องเหรอ ผมว่า

ทุกคนดู ช่อง 3 ถึง ช่อง ITV , NBT ได้ แต่มีสักกี่คนที่จะลองฟังทั้ง 2 ด้านแล้วตัดสินใจล่ะครับ

ถ้าลูกน้องคุณชื่อไอ้ปู๊ด เดินมาบอกว่า ไอ้ปืดมันทำผิด คุณจะไม่เรียกไอ้ปืดมาเล่าเหตุการณ์เลยเหรอ คุณจะเชื่อไอ้ปู๊ดเลยเหรอ

วันนี้คุณมุมมองฯลองแล้วหรือยังครับ ?

ถ้าคุณมุมมองฯลองครบแล้ว และก็ยัง เห็นว่าไม่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ก็เป็นความคิดที่แตกต่าง ที่ผมก็เคารพครับ
—————————————————————————-
From: มุมมองหลายมิติ
Sent: 31 สิงหาคม 2551 18:22:34

เรื่องพันธมิตร ผมบอกได้เลยว่าผมฟังมามากกว่า 50 ครั้ง ดู ASTV มาตั้งแต่ตอนไล่ทักษิณ
รู้จักสนธิมาตั้งแต่ตอนเชลียร์ทักษิณ
รู้จักประชัยมาตั้งแต่ตอนไล่รัฐบาลชวน
ผมติดตามการเมืองมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม คุยเรื่องการเมืองกับพ่อของผมมาตั้งแต่จำความได้
ตอนผมอยู่ในท้องแม่ พ่อผมก็สมัครเลือกตั้ง ออกหาเสียงอย่างยากลำบากที่มหาสารคาม สันติบาลเคยมาบุกที่บ้านด้วยข้อหาทางการเมือง
ก่อนที่พ่อผมจะหันหลังมาเป็นอาจารย์คณะสังคมศาสตร์เต็มตัวจนวันสุดท้าย
พ่อของผม ตอนอายุ 50 กว่า ก็ไปวิ่งหลบลูกกระสุนในพฤษภาทมิฬมาแล้ว
เพื่อนของผม มีทั้งที่สนับสนุนทักษิณ แฟนพันธุ์แท้สมัคร สมาชิคพรรคปชป. ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ชาติไทย สส.เขตหลักสี่ สส. สิงห์บุรี หรือแม้แต่อาจารย์คณะนิติมธ. ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร ฯลฯ
ผมมีแหล่งข้อมูลหลายแห่ง เพื่อมาประมวลผล
ผมดู ASTV อ่าน manager ในขณะเดียวกัน ก็ฟังรายการวิทยุของคุณปลื้ม
ผมไม่ได้เห็นด้วยกับทั้ง 2 แหล่งนี้ แต่ก็ชอบฟัง เพราะชอบฟังความคิดเห็นต่าง ตรงไหนที่ถูก ที่จริง ก็รับไว้ ตรงไหนที่ไม่ใช่ก็ปล่อยผ่าน
การเมืองแบบฝรั่งเศส ที่คนไทยไปเรียนมาจนเอามาปฏิวัติประเทศ ผมก็ได้ไปเห็น ไปสัมผัสมาแล้ว
ผมบอกได้เลยว่าผมต่อต้านความไม่ถูกต้องของรัฐบาลทักษิณ ผมไม่ชอบนายสมัครเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่ก่อนพฤษภาทมิฬ

แต่กรณีนี้ ต้องบอกเลยว่า ผมยอมรับการกระทำของพันธมิตรไม่ได้จริง ๆ
มันผิดทั้งวัตถุประสงค์ หลักการ และวิธีการ
และจำเป็นต้องบอกว่า อย่างไรเสีย นายกฯ ต้องอยู่ เพื่อรักษาระบบ
ส่วนพันธมิตร ถ้าจะเรียกร้อง ให้ออกไปเรียกร้องในที่ที่เขาอนุญาตให้ทำได้
ไม่ใช่การยึดสถานที่ราชการอย่างนี้ครับ

Read Full Post »

การต่อสู้ โดยไม่มีความชอบธรรม ไม่เรียกว่าเป็นการต่อสู้
การเรียกร้อง โดยเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่เรียกว่าเป็นการเรียกร้อง
หลักการ ที่ไม่ยึดกฎ กติกา ไม่เรียกว่าเป็นหลักการ
ม็อบที่ไม่มีอุดมการณ์ ไม่ควรเป็นม็อบ

พันธมิตรฯ ทำตัวเป็นคนแก่วัยทอง จะเอานั่นเอานี่ โดยไม่ยอมรับรู้เหตุผล ไม่มีทางแก้ปัญหาที่ถาวร เรียกร้องไม่เลิก และไม่มีเหตุผลอันควร

ปัญญาชนจะปล่อยให้คนพวกนี้ปั่นหัว สร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมืองอยู่ได้อย่างไร

ม็อบอันธพาลอย่างพันธมิตร ไม่ใช่แนวทางของการต่อสู้อย่างสันติ อหิงษา หรืออารยะขัดขืน อย่างที่อารยะประเทศเขาทำกัน

ปัญหาการเมืองทุกอย่างทุกวันนี้ แก้ไขได้ โดยไม่ต้องใช้พันธมิตร….

Read Full Post »

ไม่ได้เขียนอะไรมานาน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เพราะรู้สึกว่าเอียนกับเรื่องพวกนี้มาก ไม่อยากคิดหรือแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะรู้สึกว่าถ้าจะพูดคุยเรื่องการเมืองช่วงนี้ ต้องกลั่นกรองคำพูดดี ๆ และไม่ให้เจืออคติ

คนไทยทุกวันนี้ ทะเลาะกันเพราะถือ “หลักกู” มากกว่า “หลักการ”

กลายเป็นว่า อะไรที่เป็นพวกเรา ทำผิดแค่ไหน ก็ดูดี อะไรที่ไม่ใช่พวก ทำดีก็โดนด่า ถากถาง ไม่ (ค่อย) มีใครที่มีจุดยืนในความถูกต้อง คืออะไรที่ถูกต้อง ไม่ว่าพวกเดียวกัน หรือต่างกัน ก็ต้องว่าถูกต้อง อะไรที่ไม่ถูก ผิด หรือเลว ในบรรทัดฐานของสังคมที่เรายอมรับ เราก็ต้องว่ามันผิด

เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ ด่ารัฐบาล ก็หาว่าเป็นพวกพันธมิตร หาว่าเป็นพวกสนับสนุนเผด็จการ ส่วนฝ่ายรัฐบาล กระโดดถีบคนอื่น ยังมีคนชื่นชม ราวกับเป็นวีรบุรุษ

แถมยังหน่ายใจกับคนบางประเภท … ที่ไม่เชื่อว่าในหลวงของเรา ที่ทรงงานมา 60 ปี ทำคุณความดีเพื่อประเทศชาติ หาว่าท่านเป็น propaganda บ้าง หาว่าท่านเป็นฆาตกรบ้าง ท่านสนับสนุนรัฐประหารทุกยุคทุกสมัยบ้าง …

ที่มันน่าหน่ายใจ ก็คือ คนพวกข้างบน ไม่เชื่อในหลวง แต่กลับเชื่อว่า ทักษิณเป็นคนที่ทำคุณความดีให้กับประเทศชาติโดยไม่มีอะไรแอบแฝง เชื่อว่าทักษิณเป็นคนมีอุดมการณ์ มีประชาธิปไตย หรือกระทั่งอุปโลกว่าเป็นอดีตวีรกษัตริย์กลับชาติมาเกิด

คนไทยชอบดูละครไทย ก็เลยชอบคิดอะไรที่สุดขั้ว มีตัวเอก มีผู้ร้าย มีตัวการเบื้องหลังบงการเรื่องต่าง ๆ ไม่มองให้สิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งธรรมดาตามธรรมชาติ นักการเมืองก็คือนักการเมือง ทักษิณก็เป็นนักการเมือง และนักธุรกิจการเมืองคนนึง ไม่ใช่คนมีอุดมการณ์รุนแรง ทำอะไรก็ย่อมคิดถึงประโยชน์ได้เสียของตนเอง พวกเกลียดก็มองเขาเป็นปีศาจร้าย จอมบงการ แต่พวกรักก็มองเป็นเทพเจ้าไปเลย

เพราะเรา (คนไทย) คิดกันอย่างนั้น ส่วนหนึ่งก็ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับปู้ยี่ปู้ยำ ปี 2550 เพื่อสกัดกั้น (คนอย่าง) ทักษิณ ซะจนไม่รู้จะหาคนดีที่ไหนมาบริหารประเทศได้อีก มีกฎมีข้อห้ามหยุมหยิม และ “ปัญญาอ่อน” เต็มไปหมด

รัฐธรรมนูญปี 50 มีรายละเอียดเรื่องต่าง ๆ เยอะมาก แม้แต่แนวนโยบายของรัฐ ก็ยังเอามาใส่ไว้ ทั้ง ๆ ที่มันน่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์โลก แต่ตลกคือสิ่งที่ไม่พบในนั้นคือ “concept” หรือแนวคิดพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

Concept แรกเลย คือ คุณกะจะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้กี่ปี่??  5 ปี 10 ปี หรือ 100 ปี วิธีคิดมันก็ต่างกันแล้ว ถ้าอยากให้ใช้นาน ๆ ก็ต้องใส่เรื่องพื้นฐานหลักเข้าไปมากกว่าใส่เรื่องปลีกย่อย

Concept ที่ 2 คนร่างมีมุมมองเรื่องหลักเสรีภาพ เสมอภาค และหลักประชาธิปไตยอย่างไร? ผมว่าเขาไม่เคยคุยกันตรงนี้เลย คิดแต่เรื่องวิธีการว่า มีปัญหาอย่างนี้ จะแก้อย่างนี้ แล้วสุดท้ายมันก็แก้ไม่ถูกจุด สร้างปัญหาใหม่มาอีก

อย่างเช่น สว. กลายเป็นสภาผัวเมีย กับพวกนักการเมืองท้องถิ่นที่เป็นลูกน้องพรรคการเมือง…. แทนที่จะหาวิธีการเลือกตั้งที่จะซื้อเสียงยากขึ้น หรือปลอดอิทธิพลนักการเมือง อย่างเช่น ให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นอีก เป็นระดับภาค หรือ เขตรวมระดับประเทศ หรือกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร ฯลฯ …. แต่กลับไปคิดว่า การเลือกตั้งคือปัญหา ให้เป็นแต่งตั้งดีกว่า.. ไม่รู้หรือแกล้งโง่ว่าการแต่งตั้งนี่แหละทายาทอสูรจะวิ่งกันฝุ่นตลบ ไม่ว่าวันนี้ หรืออนาคต ถ้ายังมีระบบแต่งตั้ง คนไทยก็ต้องมีระบบฝากเด็กเส้น อย่างว่าล่ะ สสร. ยังมาจากการแต่งตั้ง ที่วิ่งกันมาฝุ่นตลบ แต่ละคนก็เป็นนักวิ่งเต้นอยู่แล้ว ย่อมจะชอบกติกานี้

ทั้งนี้ เพราะสสร. ไม่เคยคุยเรื่อ concept ของประชาธิปไตยให้แตกก่อน ว่าหลักการที่ถูกต้องคืออะไร รัฐธรรมนูญคืออะไร แล้วค่อยลงประเด็นว่าอะไรบ้างที่ควรใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น

รัฐธรรมนูญคือต้นสน หรือต้นโพธิ์ ที่ต้องมีลำต้นที่ใหญ่ แข็งแรง แล้วค่อยแตกกิ่งย่อย ๆ ออกไป ไม่ใช่ต้นมะม่วงที่ลำต้นแกนหลักยังไม่แข็งแรงก็รีบแตกกิ่งก้านออกไป สุดท้ายเราก็จะได้ต้นไม้ที่ไม่ใหญ่โต ไม่แข็งแรง และบิดเบี้ยวไม่ตั้งตรง

แล้วสิ่งที่เขาบอกว่าจะเอาของปี 40 มาแปะทั้งดุ้นล่ะ???

นั่นมันคือการเอาของเก่ามาใส่ไมโครเวฟให้กินใหม่ชัด ๆ … มันมักง่ายเกินไปหน่อยมั๊ง

ประเทศผ่านการเรียนรู้อะไรมาเยอะแยะตลอดเวลา เราน่าจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วทำสิ่งใหม่ให้มันดีกว่าเก่า ไม่ใช่จะแก้แบบขอไปที ให้เสร็จเร็ว ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมจริง ๆ ของประเทศชาติ

เล่นกันอย่างนี้ เหมือนจะแค่อยากจะเอาชนะกัน โดยไม่สนใจว่าประเทศชาติควรจะได้อะไร ประชาชนควรจะได้อะไร อีกกี่ปีมันจะจบ ???

รธน. ปี 40 ก็เป็นอย่างที่เรารู้อยู่แล้วว่ามีจุดอ่อนเรื่องการตรวจสอบอำนาจรัฐ กับการป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระจากอำนาจทางการเมือง นี่คือจุดหลัก แต่ยังมีจุดย่อยอีก เช่นเรื่องการกำหนด 5% ของการเลือกตั้งระบบ party list

คิดจะเอาปี 40 มาใช้ ได้เอามาศึกษาข้อดีข้อเสีย จุดด้อย จุดบอดแค่ไหน หรือคิดแต่ว่า ถ้าเอา 40 มาฉันได้เปรียบ พวกข้าได้เปรียบ ก็เอามาเลย สสร. ก็ไม่ต้องตั้ง แก้กันเองยำกันเองด้วยวิธีคิดว่า “เราเป็นเสียงส่วนใหญ่” แค่นี้ก็ผิดหลักประชาธิไตยแล้ว

ถ้าจะทำอย่างนี้ ก็รอได้เลยว่าเราจะต้องมาแก้รัฐธรรมนูญกันอีกใน 3 ปี 5 ปี แล้วก็ไม่จบด้วย

ประชาธิปไตย ไม่ใช่อนาธิปไตย เสียงส่วนมากไม่ได้กำหนดทุกอย่างของประชาธิไตย แต่ประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นคือ “เคารพเสียงส่วนใหญ่ และให้เกียรติเสียงส่วนน้อย” ถ้าเสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจแล้ว ก็ต้องเคารพ และยอมรับ แต่เสียงส่วนน้อย ถ้าทักท้วงในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ต้องรับฟังกัน

ถ้าคิดได้แค่นี้ ก็คงจะไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีพันธมิตร ไม่มีนปก. และไม่มีรัฐประหาร

นั่นแหละคือเหตุผลที่ว่า ผมสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ แต่รธน.ฉบับไมโครเวฟ ก็ไม่เอาเหมือนกัน

Read Full Post »

เนื่องในวันพ่อ กับช่วงเวลาฤดูเลือกตั้ง วันนี้ขอนำนิทานของพ่อมาเล่าอีกครั้งนึง เพื่อเป็นการระลึกถึงครับ

—————————————————————————

“คนหัวดี”

การเลือกตั้งสส.ทั่วประเทศ เมื่อปี 2518 ที่จังหวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในภาคอีสาน เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างตัวเต็ง 2 คน คนหนึ่งคือเฉลิม อาจารย์หนุ่มดีกรีปริญญาโท กับบักกล้วย โฆษกขวัญใจชาวบ้าน สมัยนั้นไม่มีกกต. ไม่มีคมช. ไม่มีคตส. ไม่มีกอ.รมน. การหาเสียงในท้องถิ่นกันดารที่บางแห่งไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า โทรศัพท์ เป็นเรื่องที่ดูจะยากลำบาก ข่าวสารต่าง ๆ ก็ยากจะเข้าถึงชาวบ้าน

“การเมืองเป็นกลุ่มเรื่องของผลประโยชน์ นายทุนย่อมออกกฎหมายและทำเพื่อผลประโยชน์ของนายทุน รัฐสภาไทยเท่าที่ผ่านมาเต็มไปด้วยสมาชิกที่เป็นพวกนายทุนและเจ้าขุนมูลนาย พวกชาวนาและกรรมกรจน ๆ มิได้รับการเอาใจใส่ ข้าพเจ้า ซึ่งเป็นลูกชาวนาโดยกำเนิด จึงมุ่งหวังจะเข้าไปต่อสู้เพื่อผลประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ลูกชาวนาและกรรมกรผู้ยากไร้ในรัฐสภา”

นั่นคืออุดมการณ์ที่ประกาศไว้ในใบหาเสียงเลือกตั้งของเฉลิม ภาษาคำพูดดูจะเป็นทางการ ตามประสานักวิชาการที่อยากผันตัวมาเล่นการเมือง อาจารย์เฉลิมไม่มีทุนมากนักสำหรับการเลือกตั้ง อาศัยเงินเก็บส่วนตัวที่มีเล็กน้อย กับเงินกู้สหกรณ์ครู ออกหาเสียง โดยไม่มีเงินช่วยเหลือจากนายทุนตู้เอทีเอ็มเหมือนทุกวันนี้ รถเก่า ๆ ขับตกหล่ม ก็ต้องช่วยกันเข็นกันดันไป ตกคูตกคลอง ก็ไม่มีหัวหน้าพรรคมาเช็ดขี้โคลนให้

ในยุคสงครามเย็น เรารับแนวความคิดด้านเสรีนิยมประชาธิไตยจากทางอเมริกา และใช้สงครามข่าวต่อต้านระบอบสังคมนิยมแบบสุดขั้ว มีการบอกว่าคอมมิวนิสต์จะเอาคนไปไถนาแทนควายบ้าง (เพราะไม่เข้าใจความหมายของเพลง “คนกับควาย” ของคาราวาน) คอมมิวนิสต์ไม่มีเลือดเนื้อบ้าง การฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่ผิด ไม่บาปบ้าง

นี่เป็นการปล่อยข่าวของพวก “ขวาพิฆาต” ซ้ายในสมัยนั้น ที่ไม่น่าเชื่อว่า ปี 2550 “ขวาพิฆาตซ้าย” จะมาร่วมมือกับ “ซ้ายเข้าป่า” ได้อย่างกลมกลืน เมื่อมีผลประโยชน์ตรงกัน

แนวความคิดแบบสังคมนิยมในเชิงของการกระจายรายได้ กระจายความเจริญ ช่วยเหลือชนชั้นกรรมาชีพ ถูกโยงเข้ากับระบอบคอมมิวนิสต์ที่กำลังเป็นโดมิโน่มาแถวๆ ข้างบ้านเรา จนประชาชนถูกทำให้เชื่อว่า สังคมนิยม กับ คอมมิวนิสต์ เป็นคำ ๆ เดียวกัน นับตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงวันนี้ สังคมนิยมกลายเป็นสิ่งน่ากลัวของประเทศ

แล้วความคิดต่อต้านสังคมนิยม ยังถูกเอามาเป็นอาวุธในการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองอีกหลายต่อหลายคน การกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีว่าอีกฝ่ายเป็นพวกฝักไฝ่คอมมิวนิสต์ สามารถทำลายฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไม่ยากเย็น เช่นเดียวกับที่อาจารย์เฉลิมได้รับ

ตำรวจสันติบาลหลายคนเข้ามาขอตรวจค้นในบ้าน เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกับคอมมิวนิสต์ หนังสือที่เป็นแนวคิดในเชิงสังคม ปรัชญาการเมือง ที่เคยใช้อ่านประกอบการสอนหนังสือต้องถูกเก็บซ่อนอย่างมิดชิด หรือทำลายทิ้ง เพื่อไม่ให้ถูกใช้อ้างเป็นหลักฐานได้ ทั้งที่บ้านของอาจารย์ ก็คงจะมีแต่หนังสือเท่านั้นที่อยู่ในบ้าน ไม่ได้มีอาวุธ ไม่ได้มีของผิดกฎหมายอื่น ๆ แต่อย่างใด

และแล้ววันที่สนุกที่สุดของระบอบประชาธิปไตยก็มาถึง นั่นคือวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นวันที่กราฟอำนาจของเสียงประชาชนจะพุ่งถึงขีดสุด และเป็นวันสุดท้าย ที่แม้แต่รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ยังต้องมาไหว้เรา เพราะหลังจากวันนี้ไป เราจะต้องเป็นฝ่ายไหว้เขากลับ

ประชาชนต่างออกจากบ้านมาด้วยความภาคภูมิใจว่าวันนี้เสียงของเขาจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่เคยจะเป็นได้มาก่อน แต่ที่สุดของที่สุดแล้ว ลุ้นหวยครั้งไหนก็ไม่มันส์เท่าการลุ้นผลการเลือกตั้งแล้ว

ยามเย็นหลังการปิดหีบ เจ้าหน้าที่เปิดหีบบัตรเลือกตั้งออกท่ามกลางสายฝนพรำ ๆ เป็นการนับคะแนนแบบเก่าที่ปราศจากเทคโนโลยีทันสมัยใด ๆ ไม่รวดเร็วทันใจ ไม่มีถ่ายทอดสด มีแต่การนับคะแนนแบบสด ๆ โดยสักขีพยานคือประชาชนนับพันที่มารอลุ้นผลการเลือกตั้งจนดึกดื่น

ผลการเลือกตั้ง ชัยชนะตกเป็นของบักกล้วย โฆษกอารมณ์ดี

นักข่าวไปถามชาวบ้านว่าทำไมถึงเทคะแนนให้กับบักกล้วย กลับได้คำตอบที่ชวนสงสัย

“เพราะว่าบักกล้วยมันหัวดี

นักข่าวได้ยินดังนั้นจึงถามต่อว่า “อ้าว ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะพ่อเฒ่า ก็อาจารย์เหลิมเขาจบตั้งปริญญาโท แต่บักกล้วยจบแค่ชั้น ป. 4 เองนะ”

“บ่…. ” พ่อเฒ่าตอบ “ที่ว่าบักกล้วยมันหัวดี คือมัน ใคร่หัว ดีต่างหากล่ะ”

เขาหมายถึงว่าบักกล้วยเป็นคนตลก สนุกสนาน ถึงได้เอาชนะใจชาวบ้านไปได้นั่นเอง

Read Full Post »

วันนี้ขออีกซักที ว่าทำไมผมถึงไม่เอาด้วยกับนโยบาย “ประชานิยม”

อย่างที่บอกแล้ว ทุนนิยม ก็คือทุนเป็นใหญ่ เสรีนิยม ก็คือเสรีภาพเป็นใหญ่ สังคมนิยม คือสังคมเป็นใหญ่ ส่วนประชานิยม มันก็คือประชาชนเป็นใหญ่ (หรือประชาชนต้องมาก่อน??) นั่นเอง

การที่ประชาชนเป็นใหญ่ ที่จริงเป็นเรื่องที่ดี ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่การทำนโยบายที่มุ่งไปเพื่อ “เอาใจ” ประชาชนเป็นหลัก โดยละเลยความเป็นธรรมทางสังคม เป็นเรื่องที่จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี

เพราะถ้ามุ่งไปที่ตัวของคน คนก็มักจะมองไปที่ผลประโยชน์ของตัวเอง หรือพวกพ้อง มากกว่าความถูกต้องที่ควรจะเป็นไปเพื่อความเป็นธรรม ทุกคนก็จะพยายามหาประโยชน์เข้ามาทางฝ่ายตนให้มากที่สุด เหมือนถ้าถามว่า คุณอยากได้อะไร อยากได้เงิน หรือเครื่องมือหากิน ร้อยละเกือบร้อย ก็คงต้องบอกว่า เอาเงินมาดีกว่า ง่ายดี เอาเครื่องมือหากินมา กว่าจะได้เป็นเงิน ก็ต้องทั้งเหนื่อย ทั้งใช้เวลานาน

พอมีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร คนไปต่อแถวรับบัตรทอง ต่อแถวไปจองบ้านกันมากมาย คนรวยคนจน ก็ไปต่อแถว ไม่ใช่ช่วยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย บางคนเข้าไปจองบ้าน เพื่อเก็งกำไร สุดท้ายก็ทิ้งใบจองกันเกินครึ่ง เมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจแย่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขายไม่ออก

กองทุนหมู่บ้าน ให้คนได้เข้ามากู้เงินง่ายขึ้น ใครอยากจะกู้ทำอะไรก็เสนอแผนเข้ามา กู้ปลดหนี้ หรือกู้ไปก่อหนี้เพิ่ม ซื้อรถ ซื้อมือถือ

มันก็ไม่ต่างกับการที่รัฐเอาเงินไปแจกให้ชาวบ้าน แทนที่จะเอาเงินตรงนี้มาใช้ในการสร้างปัจจัยแวดล้อมในการทำมาหากินของชาวบ้าน ให้สะดวกขึ้น ให้มีค่าใช้จ่ายลดลง ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบน้อยลง

นโยบายประชานิยม เป็นการมุ่งเน้นที่จะเอาใจคน เพื่อหวังคะแนนสนับสนุนในการเลือกตั้งเป็นหลัก เมื่อก่อนนโยบายทำนองนี้ก็มีมาคู่การเมืองการเลือกตั้งของเราทุกครั้ง อย่างเช่น การสัญญาว่าจะสร้างสะพาน ตัดถนน ให้กับหมู่บ้านนี้ อำเภอนี้ สร้างเสาไฟฟ้าใหญ่ ๆ ให้กับจังหวัดนี้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการสัญญาจะให้ในระดับท้องถิ่นเท่านั้น จะเห็นเป็นนโยบายระดับชาติ ก็คงจะยุครัฐบาลที่แล้วนี่เอง ที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก ในการประยุกต์เอากลยุทธเอาใจชาวบ้าน มาเป็นนโยบายหลัก ที่ทำให้คนรากหญ้าพึงพอใจ โดยไม่มีอะไรกระทบกับโครงสร้างทางสังคม ของคนชั้นสูง หรือพวกมีรายได้สูง ไม่มีการปรับภาษีอัตราก้าวหน้า ไม่มีการจัดเก็บภาษีที่ดินส่วนเกิน ไม่มีภาษีมรดก

แถมยังไม่ต้องเสียภาษีในแบบที่อ้างว่าเป็นเทคนิคทางธุรกิจอีกต่างหาก

เมื่อรากหญ้าพอใจ คนรวยก็ไม่กระทบ ทำไมนโยบายทำนองนี้จึงได้ชนะใจคนส่วนใหญ่ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงแนวทางการพัฒนาประเทศที่ควรจะเป็น ไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมในสังคม

ลูกอมหวาน ๆ บางทีก็เหมาะกับตอนทีกำลังคอแห้ง กินให้ชุ่มคอบ้าง… แต่ลูกอมก็คือลูกอม มันไม่ใช่อาหารจานหลัก ถ้ากินแต่ลูกอมทุกวัน ๆ นอกจากจะฟันผุแล้ว ยังอาจจะทำให้ร่างกายเป็นโรคขาดสารอาหารตายได้ ถ้าไม่มีสารอาหารตกลงท้องเลย

Read Full Post »

การเมืองแบบไทย ๆ สุดท้ายก็ไม่พ้นการหากินกับ ประชานิยม

ประชานิยมไม่ดีตรงไหน?

บางคนบอกว่า ประชานิยม คือการให้ความสำคัญกับประชาชน ที่เขาเรียกกันว่า “รากหญ้า” เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมือน ๆ ที่ประเทศยุโรปหลายประเทศเป็น ทั้งที่โดยหลักการแล้ว มันค่อนข้างจะต่างกันอย่างมาก

ไม่น่าเชื่อ ถ้าเป็นจากปากนักการเมือง ก็คงพอจะพอเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงสนับสนุนประชานิยม แต่แม้แต่อาจารย์ ด็อกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์บางคน กลับออกโรงสนับสนุนประชานิยมอย่างออกหน้าออกตา หรือนิยามของ “ประชานิยม” ของเรามันต่างกัน

แต่ที่แน่ ๆ “ประชานิยม” ไม่มีในประเทศยุโรป ไม่มีในประเทศที่เจริญแล้ว…. ถ้าจะมีก็คงจะมีแต่ในประเทศกำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา เท่านั้นแหละ โดยเฉพาะ ประเทศที่ด้อยพัฒนา “ทางการเมือง”

ในประเทศยุโรปที่เราเห็นกัน อย่างเดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ เขาไม่ได้เรียกการปกครองของเขาว่าประชานิยม แต่เขาเรียกตัวเองว่าเป็น “socialist”

ไม่อยากแปลคำว่า socialist เพราะถ้าแปลว่า “สังคมนิยม” บ้านเราก็จะเหมาว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” อีก ซึ่งมันเป็นคนละคำกัน Communist ก็คือ Community + ist ส่วนสังคมนิยม คือ Social + ist

สังคมนิยม ก็เป็นประชาธิปไตยได้ ถ้ามีการเลือกตั้ง มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในขณะที่ ทุนนิยม ก็อาจจะเป็นเผด็จการได้ ถ้าจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่วนเสรีนิยม ก็คือเน้นความมีเสรีภาพของคน ไม่ว่าจะในเรื่องการแสดงความเห็น หรือการทำธุรกิจ

ถ้ามาดูกันที่ความหมายแท้ ๆ ตามศัพท์ของ “ประชานิยม” เราน่าจะตีความได้ว่า มันหมายถึงการมุ่งประโยชน์ไปที่ตัว “ประชา” หรือ “คน” มันย่อมจะแตกต่างกับหลักการในประเทศสแกนดิเนเวีย หรือประเทศยุโรปต่าง ๆ ที่เขาเน้นไปที่ภาพรวมของ “สังคม” เป็นหลัก

ของบางอย่าง อาจจะไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม แต่มันทำให้ส่วนรวมของสังคมดี ก็ย่อมจะต้องสนับสนุนไปทางนั้น

หลัก Socialist ในยุโรป เขาดูที่ภาพรวมของสังคม แล้วมาจัดสรรความเสมอภาค เพื่อให้คนที่รวยกว่า มีโอกาสมากกว่า มีกำลังมากกว่า ได้ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า มีรายได้น้อยกว่า มีโอกาสทางสังคมน้อยกว่า ที่เรียกว่าเป็น handicap

ดูแบบเผิน ๆ อาจจะคล้ายกับประชานิยม แต่ไม่ใช่

ประชานิยมก็เหมือนกับของหวานของคน เช่น อยากได้บ้านราคาถูก เราจัดบ้านเอื้ออาทรให้ อยากเรียนหนังสือ เราให้เรียนฟรี ตำราฟรี รักษาพยาบาลฟรี ขึ้นรถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย อยากได้อะไร ป๋าจัดให้ ปลดหนี้ พักหนี้… ทำได้

แต่นโยบายทางสังคมในยุโรปมันไม่ใช่แบบนี้

ของเขา จะต้องจัดสรรให้กับผู้ด้อยโอกาสจริง ๆ การรักษาพยาบาลฟรี มันฟรีกับเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำ โดยพวกนี้จะสามารถทำประกันสังคมได้ฟรี รักษาพยาบาลฟรี ยาฟรี โดยที่รัฐก็เอาเงินจากผู้ที่มีรายได้สูงเกินเกณฑ์นั่นแหละ ที่จะต้องจ่ายค่าประกันสังคมที่สูงกว่า แต่คนทั้ง 2 กลุ่ม ก็ได้รับการดูแลจากการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน และได้มาตรฐาน

คนที่ยังเป็นนักเรียน ไม่มีรายได้ หรือเพิ่งเรียนจบ รายได้ไม่มาก คือผู้ที่รัฐจะช่วยในเรื่องค่าครองชีพ ด้วยการจัดส่วนลดค่ารถเมล์ รถไฟ ค่าที่พัก ฯลฯ ไม่ได้ช่วยทุกคน ไม่ใช่ทุกคนจะได้ขึ้นรถไฟฟ้าในราคา 15 บาท แต่คนมีเงิน ก็จ่ายเต็มจำนวนไป จะมาอ้างความเสมอภาคตรงนี้ไม่ได้

ในประเทศที่รัฐต้องดูแลประชาชนอย่างนี้ จึงจะต้องมีการเก็บภาษี สำหรับผู้มีรายได้สูงหลายอย่าง นอกเหนือจากแค่เรื่องรายได้ประจำเดือน เช่น ภาษีที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ ภาษีบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป ภาษีมรดก ฯลฯ เพื่อที่จะไม่ให้คนทำตัวเป็นนายทุนเก็งกำไร กว้านสะสมที่ดิน ในขณะที่คนยากคนจนยังไม่มีที่จะทำการเกษตร จนรัฐต้องเฉือนที่ป่าสงวนไปจัดสรรให้ทุกปี ๆ

ประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่สะสมที่ดินไว้เฉย ๆ ไม่ทิ้งให้ที่รกร้างว่างเปล่า เพราะภาษีที่ดินมันสูง อย่างน้อยก็ควรต้องทำอะไรให้มันคุ้มค่าภาษี อย่างน้อยมันก็ทำให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นนั้น ใครมีที่เยอะ ไม่มีเงินจ่ายภาษี ก็คืนที่ให้รัฐไป รัฐจะได้จัดสรรให้คนอื่นต่อไป

ถ้าบ้านเรามีการเก็บเงินจากตรงนี้ ก็คงจะมีงบประมาณให้ได้ใช้พัฒนาประเทศอีกเยอะ แต่กม.เรื่องนี้มันก็ไม่เคยจะเกิด เพราะคนที่มีอำนาจ ต่างก็ทำตัวเป็นนายทุนที่ดินกันคนละหลายร้อยหลายพันไร่อยู่แล้ว ยิ่งตรงไหนที่จะเกิดโครงการรัฐ ยิ่งเอาข้อมูล insider ไปกว้านซื้อ แล้วใครมันจะออกกม.ให้ตัวเองต้องเสียเงินมากขึ้น

แล้วประชานิยมก็เลยให้วิธีพิศดารให้การหารายได้ เช่นออกหวยบนดิน เพื่อเอาเงินไปให้ทุนหวย ซื้อใจหัวคะแนน ส่งเด็กไปเรียนเมืองนอก ทั้ง ๆ ที่เขายังมีความสามารถในการปรับตัวไม่มาก แค่ให้เด็กพวกนี้มาเรียนต่อในกรุงเทพ ฯ เขาก็ต้องปรับตัวอย่างสุด ๆ แล้ว แต่เล่นส่งให้ไปอยู่ต่างประเทศ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมเลย ใครเอาตัวรอดได้จนจบปริญญากลับมาก็ถือว่าเก่ง เพราะแม้แต่เด็กในเมือง โรงเรียนดัง ๆ ก็ใช่ว่าไปแล้วจะอยู่ได้

จากนั้น เมื่อมีการโจมตี “ประชานิยม” พรรคบางพรรคก็เลยหยิบคำใหม่มาใช้ว่าเป็น “รัฐสวัสดิการ”…. โดยอ้างประเทศยุโรปอย่างฝรั่งเศส เยอรมันอีกครั้ง

ขอโทษเถอะ ! มีคำภาษาอังกฤษมั๊ย ไอ้รัฐสวัสดิการเนี่ยะ ?? คนยุโรปที่เราบอกว่าเอามาจากเขา เขารู้จักกันมั๊ย ??

ใครจะบอกว่า รัฐสวัสดิการคือรัฐเข้ามาดูแลเรื่องสวัสดิการของประชาชน ถ้าอย่างนั้น จีนก็เป็นรัฐสวัสดิการด้วยซิ เพราะรัฐจัดการให้หมดเลย มีที่ดินให้ มีงานให้ แต่ประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ประชาชนอยู่ได้ด้วยสวัสดิการจากรัฐ

คือพยายามจะหาคำศัพท์มาเรียกให้มันดูดี ทั้ง ๆ ที่จริง นโยบายที่เขาเอามาหาเสียง ก็ไม่พ้นประชานิยมอยู่ดี

แต่ที่แน่ ๆ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน บ้านเราก็เป็น “ทุนนิยม” คือคนมีทุนเป็นใหญ่ คนมีทุนก็เป็นแม่เหล็กอย่างดีที่จะดึงใครต่อใครเข้ามา บางประเทศ เขาเป็นทุนนิยมก็จริง แต่เขาก็ดูด้วยว่า “ทุน” ที่ว่ามาจากไหน แต่ดูเหมือนคนไทยจะนิยมทุนนิยมมากกว่าประเทศต้นตำหรับซะอีก เพราะไม่ว่าจะที่มายังไง ได้ทุนมายังไง สมองมีแค่ไหน ศีลธรรมมีหรือไม่ ขอให้มีทุน เรายกมือไหว้ทันที

ประเทศอเมริกา จะเรียกว่าเป็นผู้นำแห่ง “ทุนนิยม” ก็ว่าได้ แต่อันที่จริง จะเรียกว่า “เสรีนิยม”น่าจะเหมาะกว่า เพราะเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับทุนมากทุนน้อย แต่เราเปิดโอกาสให้ทุกคนแข่งกันกันอย่างเสรี ไม่มี handicap รัฐไม่เข้ามายุ่ง แต่สุดท้าย เศรษฐกิจแบบเสรีนิยม มันก็ทำให้คนที่ได้เปรียบ คือคนที่มีทุนมากกว่าอยู่ดี

แต่ตราบใดที่การเมืองไทย ยังต้องอาศัยผลประโยชน์แลกเปลี่ยนระหว่างนักการเมือง นายทุน ประเทศไทยจะออกจากวังวนเดิม ๆ ได้อย่างไร

Read Full Post »

Older Posts »