Feeds:
Posts
Comments

ที่บอกว่า ฝรั่งเศสก็มีหยุดเดินรถ นัดหยุดงาน
หรือที่บอกว่า อารยะขัดขืน คือต้องมีละเมิดกฎหมาย
ผิดทั้งนั้น

ขอแย้งดังนี้

1. ในฐานะที่เคยอยู่ฝรั่งเศสมามากกว่า 2 ปี การประท้วงที่ฝรั่งเศส มีกฎเกณฑ์ อยู่ภายใต้กฎหมาย

– จะเคลื่อนขบวนไปไหน ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการ หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อน เพื่ออำนวยความสะดวก…. สามารถขอรถตำรวจนำได้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่จะเดินไปไหน เมื่อไหร่ ก็ไปตามใจ ไม่แจ้งล่วงหน้า แล้วอ้างว่ากลัวโดนสกัด

– จะชุมนุมที่ไหน ใช้สถานที่ไหน จำนวนกี่วัน ต้องขออนุญาตก่อน ไม่ใช่นึกจะไปบุกยึดที่ไหนก็ไป ไม่มีการบุกยึดที่ไหนโดยพละการ โดยเฉพาะสถานที่ราชการ

– จะหยุดเดินรถ หรือนัดหยุดงานอะไร ต้องมีแผนชัดเจน ว่าหยุดตรงไหน รถเมล์สายไหน รถไฟสายไหน เป็นเวลากี่วัน และต้องมีจำนวนการเดินรถขั้นต่ำ เพื่อบรรเทาให้ประชาชน ที่สำคัญ ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า

2. การประท้วงแบบอารยะที่แท้จริง ต้องไม่มีการพกอาวุธ ไม่ละเมิดกฎหมาย
แค่บุกยึดสถานที่ราชการ ที่ทำงาน หรือบ้านใครซักคน ก็ถือว่าผิดกฎหมายแล้ว

3. การชุมนุม ต้องมีคนรับผิดชอบ ลงชื่อรับผิดชอบเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีคนตาย ผู้นำการชุมนุมต้องรับผิดชอบ ต้องถูกดำเนินคดี
การที่อาจารย์มาบอกว่า ประชาชนมาเอง แกนนำควบคุมไม่ได้ เป็นการปัดความรับผิดชอบ

อยากบอกแค่ว่าการกระทำของพันธมิตร ไม่เรียกว่า อารยะขัดขืน
แต่ต้องเรียกว่า…. “อนารยะขัดขืน

Advertisements

From: มุมมองหลายมิติ
Sent: Sunday, August 31, 2008 8:11 PM

กลับบ้านเถอะ
วิถีทางของพันธมิตรตอนนี้ มันเกินเลยการเรียกร้องอย่างสันติ และไม่มีทางออกที่ดีในระยะยาวให้กับประเทศ

ตอนนี้ไม่ว่าจะเกลียดรัฐบาลแค่ไหน
แต่นายกฯ จะต้องอยู่ต่อ เพื่อรักษาระบบ
ไม่ใช่ว่าใครไม่พอใจอะไรรัฐบาลก็มายึดทำเนียบบังคับให้ออกกันได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตาม

ส่วนพันธมิตร ต้องออกไปจากทำเนียบ มันเป็นการละเมิดสมบัติสาธารณะ ลุกล้ำสถานที่ราชการของ “รัฐ” อย่างชัดเจน
มันกลายเป็นอนาธิปไตยไปแล้ว
แกนนำพันธมิตรกำลังเหมือนคนแก่วัยทอง จะเอา ๆ แบบไม่ใช้เหตุผล

ปัญหาอะไรจะเกิดก็ต้องแก้ไขด้วยหลักการ ด้วยระบบนะ

อีกอย่าง เป็นห่วง กลัวจะเกิดการปะทะ เพราะตอนนี้เหมือนจะมีม็อบชนม็อบแล้ว
————————————————————————
From : คุณ L
Date: Sun, 31 Aug 2008 21:48:50 +0700

ขอเพิ่มเติมความเห็นจากคุณ… และคุณมุมมองฯน่ะครับ อาจจะผิด อาจถูกก็ได้ ถ้าผิดก็ช่วยแนะนำด้วยน่ะครับ

ผมว่าตอนนี้ระบบมันพังน่ะครับ กี่ยุคกี่สมัยก็ corruption ผู้ใหญควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ผมไม่คิดว่านักการเมืองในปัจจุบัน เป็นแบบอย่างที่ดีเลย

ถ้าไม่ช่วยกันซ่อมระบบ แล้ว รถจะวิ่งต่อได้ยังไง การปกครอง ไม่ว่า จะเป็น ประชาธิปไตยหรือ คอมมิวนิส์ ไม่ได้มีอะไรตายตัวว่าดีกว่าเสมอไป แต่ การปกครองด้วยคนที่ดี ต่างหากเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญ เช่นประเทศจีน สิงค์โปร เยอรมัน อเมริกา เป็นต้น

รถจะดีแค่ไหน Bugutti Veron, Ferrari, Altis, Limo, BMX. แต่คนขับมีเจตนาไม่ดี ชอบเที่ยว นอนดึก ดื่มเหล้า เล่นการพนัน คนขับคนนี้ ก็อันตรายที่จะนำมาเป็นคนขับรถให้เรา ประเด็นคือ เราจะต้องแก้วิธีการหาคนขับที่ดี ให้มาขับรถให้เราได้อย่างไง ไม่ใช่ว่าต้องดีเลิศประเสริฐศรีน่ะครับ แค่ขอให้รู้จักหน้าที่ และความรับผิดชอบก็พอ ไม่ใช่ว่าโกง และไม่มีประสิทธิภาพจนเกินไป

ลองนึกง่ายๆ น่ะครับ ถ้าเปิดบริษัท แล้วเจ้านาย corruption ตลอดเวลา เนี่ย ลูกน้อง มันจะไม่โกงด้วยเหรอ แล้วสุดท้ายมันจะอยู่ได้มั้ย

ผมว่าประเด็นคือตอนนี้น่ะระบบพังแล้วครับ แต่เราไม่เคยยอมรับกัน ที่น่ากลัวที่สุดคือไม่เคยคิดว่าจะมีผลกระทบอย่างไร

เอาง่ายๆ เลย มีใครมั่นใจว่านักการเมืองที่เลือกมาคราวหน้าจะไม่โกง โกงแล้วก็หลุด หลุดแล้วก็รวยเหมือนเดิม ทัศนคติอย่างนี้ที่ทุกๆคนก็คิด เป็นเรื่องที่น่ากลัวน่ะครับ

ถ้าคิดว่าเราไม่มีผลกระทบ เราอยู่ได้ ผมก็อยากให้ลองใปศึกษาประว้ติประเทศอาเจนตินาดู

หรือลองดูสิว่าทำไม 20 ปีที่แล้วเราแข่งกับญี่ปุ่น 10 ที่แล้วเราแข่งกับเกาหลี วันนี้เราแข่งแค่เวียดนาม 10 ข้างหน้าจะแข่งกับเขมรหรือเปล่า ?

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณ ที่เสียเวลาอ่าน mail จากความรู้และมุ่งมองอันเล็กๆของผม อาจถูก อาจผิดก็ช่วยแนะนำด้วยน่ะครับ

————————————————————————–
From: มุมมองหลายมิติ
Sent: Sunday, August 31, 2008 10:11 PM

การจะพัฒนาการเมือง ต้องใจเย็นครับ
เราต้องให้ประชาชนทุกระดับได้เรียนรู้ด้วยตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่อยากจะให้นักการเมืองได้เรียนรู้
อย่าพยายามคิดแทนประชาชน เพราะวิธีคิดของเราอาจจะไม่ถูกทั้งหมด

ส่วนเรื่องที่ว่า บ้านเราทำไมโดนคนอื่นแซงไปหมด
ก็เพราะเรามีคนกลุ่มหนึ่ง ที่ใจร้อน พยายามจะทำอะไรนอกระบบ ทั้งที่เจตนาดี และที่มีผลประโยชน์แอบแฝง พยายามจะคิดแทนคนทั้งประเทศ ด้วยการเข้ามาจัดการแย่งอำนาจกัน

เราปฏิวัติที บ้านเมืองก็ถอยหลังกันที
ลองไล่ดูเถอะ แม้แต่การปฏิวัติ 2479 ก็เป็นการปฏิวัติที่ไม่ได้มาจากประชาชน ประชาชนส่วนใหญ่มาก ๆ ยังไม่ได้รู้เรื่องประชาธิปไตยด้วยซ้ำ
แค่ปัญญาชนกลุ่มเดียว ที่ร่วมมือกับทหาร แล้วก็ใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจ
ถ้าถามคนทั้งประเทศ เขาก็ยังสนับสนุนกษัตริย์อยู่ แต่บ้านเมืองต้องเปลี่ยนแปลง แค่เพราะผู้มีอำนาจ คือกษัตริย์ตอนนั้น สู้กำลังคณะราษฎร์ไม่ได้

ประการที่ 2 คือ การต่อสู้ของพันธมิตร เป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง
ที่ฝรั่งเศส ที่มีการประท้วงเดินขบวน นัดหยุดงาน กันแทบทุกเดือน
เขาก็ต้องมีระบบของการประท้วง มีขอบเขต มีกฎเกณฑ์
จะเดินไปไหน ใช้พื้นที่ตรงไหน กี่วัน ก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้เตรียมการ
ไม่ใช่นึกจะยึดอะไรก็ยึด นึกจะปิดอะไรก็ปิด
ในฐานะประชาชนที่เสียภาษี ผมเองก็ถือว่าเสียสิทธิ ที่ทำเนียบถูกยึด ที่ถนนถูกปิด
มันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ไปรุกรานสิทธิของคนอื่นแล้ว

ถ้าใครจะต่อสู้อะไร ก็ต้องเสนอแนวคิด และต่อสู้มาด้วยวิธีของปัญญาชนครับ

กว่าเราจะมีนายกจากการเลือกตั้ง เราก็ต้องต่อสู้กันมาเป็น 10 ปี ถึงจะได้ข้อบังคับนี้มา

อย่างผม มีแนวคิดว่า การเมืองต้องแก้ปัญหาด้วยการแยกอำนาจบริหาร จากนิติบัญญัติ รัฐบาลและนายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
รัฐบาลบริหาร ไม่ต้องยุ่งเรื่องร่างกฎหมาย สภามีหน้าที่ออกกฎหมายที่ดีต่อประเทศ สส. ไม่ต้องสังกัดพรรค เหมือนที่เป็นอยู่หลาย ๆ ประเทศ
ถ้าผมเห็นว่าตรงนี้ดี ผมก็มีหน้าที่เผยแพร่ นำเสนอ ให้คนส่วนใหญ่เชื่อกับผม เห็นด้วยกับผม ถ้าคนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อก็ต้องยอมรับเสียงคนอื่น

พันธมิตรบอกให้รัฐบาลรับฟัง ให้นายกรับฟัง แต่ตัวเองก็ไม่ฟังใคร
พันธมิตรบอกไม่ให้ใช้ความรุนแรง แต่ตัวเองก็กลับใช้วิธีการที่เป็นความรุนแรง ทั้งพังรั้ว ปีนกำแพง พกอาวุธ พกไม้เบสบอล ไม่กอล์ฟ
เขาให้คนเคารพการเมืองภาคประชาชน แต่เขาก็กลับไม่เคารพการเมืองในระบบ

รัฐบาลแห่งชาติ นายกพระราชทาน ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ในรัฐบาลสรยุทธ แล้วมันแก้ปัญหาอะไรได้หรือ?
วิธีการ การเมือง ในแบบที่พันธมิตรคิดค้นกันมา มันช่วยแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้จริงหรือ?
การแก้ปัญหาด้วยกำลังมันช่วยบ้านเมืองได้จริงหรือ? หรือที่จริงเป็นการทำลาย

ด้วยความเคารพในการคิดต่างนะครับ

—————————————————————————-
From: คุณ L
Date: Sun, 31 Aug 2008 22:36:03 +0700

^^ คุณมุมมองฯ เคยไปฟังพันธมิตร บ้าง เกิน 5 ครั้งมั้ยครับ ? เคยดู ASTV มั้ย ? เคยเริ่มจากเข้าใจว่าทำไมมันต้องมาเหนื่อยถึงขนาดนี้มั้ย

เข้าบ้าเหรอ สนธิ ขัดกับ Thaksin เหรอ ? ถ้า ใช่ คนที่ออกมาตอนนี้ โดนหลอกด้วยคน 5 คน และ ช่อง tv 1 ช่องเหรอ ผมว่า

ทุกคนดู ช่อง 3 ถึง ช่อง ITV , NBT ได้ แต่มีสักกี่คนที่จะลองฟังทั้ง 2 ด้านแล้วตัดสินใจล่ะครับ

ถ้าลูกน้องคุณชื่อไอ้ปู๊ด เดินมาบอกว่า ไอ้ปืดมันทำผิด คุณจะไม่เรียกไอ้ปืดมาเล่าเหตุการณ์เลยเหรอ คุณจะเชื่อไอ้ปู๊ดเลยเหรอ

วันนี้คุณมุมมองฯลองแล้วหรือยังครับ ?

ถ้าคุณมุมมองฯลองครบแล้ว และก็ยัง เห็นว่าไม่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ก็เป็นความคิดที่แตกต่าง ที่ผมก็เคารพครับ
—————————————————————————-
From: มุมมองหลายมิติ
Sent: 31 สิงหาคม 2551 18:22:34

เรื่องพันธมิตร ผมบอกได้เลยว่าผมฟังมามากกว่า 50 ครั้ง ดู ASTV มาตั้งแต่ตอนไล่ทักษิณ
รู้จักสนธิมาตั้งแต่ตอนเชลียร์ทักษิณ
รู้จักประชัยมาตั้งแต่ตอนไล่รัฐบาลชวน
ผมติดตามการเมืองมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม คุยเรื่องการเมืองกับพ่อของผมมาตั้งแต่จำความได้
ตอนผมอยู่ในท้องแม่ พ่อผมก็สมัครเลือกตั้ง ออกหาเสียงอย่างยากลำบากที่มหาสารคาม สันติบาลเคยมาบุกที่บ้านด้วยข้อหาทางการเมือง
ก่อนที่พ่อผมจะหันหลังมาเป็นอาจารย์คณะสังคมศาสตร์เต็มตัวจนวันสุดท้าย
พ่อของผม ตอนอายุ 50 กว่า ก็ไปวิ่งหลบลูกกระสุนในพฤษภาทมิฬมาแล้ว
เพื่อนของผม มีทั้งที่สนับสนุนทักษิณ แฟนพันธุ์แท้สมัคร สมาชิคพรรคปชป. ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ชาติไทย สส.เขตหลักสี่ สส. สิงห์บุรี หรือแม้แต่อาจารย์คณะนิติมธ. ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร ฯลฯ
ผมมีแหล่งข้อมูลหลายแห่ง เพื่อมาประมวลผล
ผมดู ASTV อ่าน manager ในขณะเดียวกัน ก็ฟังรายการวิทยุของคุณปลื้ม
ผมไม่ได้เห็นด้วยกับทั้ง 2 แหล่งนี้ แต่ก็ชอบฟัง เพราะชอบฟังความคิดเห็นต่าง ตรงไหนที่ถูก ที่จริง ก็รับไว้ ตรงไหนที่ไม่ใช่ก็ปล่อยผ่าน
การเมืองแบบฝรั่งเศส ที่คนไทยไปเรียนมาจนเอามาปฏิวัติประเทศ ผมก็ได้ไปเห็น ไปสัมผัสมาแล้ว
ผมบอกได้เลยว่าผมต่อต้านความไม่ถูกต้องของรัฐบาลทักษิณ ผมไม่ชอบนายสมัครเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่ก่อนพฤษภาทมิฬ

แต่กรณีนี้ ต้องบอกเลยว่า ผมยอมรับการกระทำของพันธมิตรไม่ได้จริง ๆ
มันผิดทั้งวัตถุประสงค์ หลักการ และวิธีการ
และจำเป็นต้องบอกว่า อย่างไรเสีย นายกฯ ต้องอยู่ เพื่อรักษาระบบ
ส่วนพันธมิตร ถ้าจะเรียกร้อง ให้ออกไปเรียกร้องในที่ที่เขาอนุญาตให้ทำได้
ไม่ใช่การยึดสถานที่ราชการอย่างนี้ครับ

การต่อสู้ โดยไม่มีความชอบธรรม ไม่เรียกว่าเป็นการต่อสู้
การเรียกร้อง โดยเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่เรียกว่าเป็นการเรียกร้อง
หลักการ ที่ไม่ยึดกฎ กติกา ไม่เรียกว่าเป็นหลักการ
ม็อบที่ไม่มีอุดมการณ์ ไม่ควรเป็นม็อบ

พันธมิตรฯ ทำตัวเป็นคนแก่วัยทอง จะเอานั่นเอานี่ โดยไม่ยอมรับรู้เหตุผล ไม่มีทางแก้ปัญหาที่ถาวร เรียกร้องไม่เลิก และไม่มีเหตุผลอันควร

ปัญญาชนจะปล่อยให้คนพวกนี้ปั่นหัว สร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมืองอยู่ได้อย่างไร

ม็อบอันธพาลอย่างพันธมิตร ไม่ใช่แนวทางของการต่อสู้อย่างสันติ อหิงษา หรืออารยะขัดขืน อย่างที่อารยะประเทศเขาทำกัน

ปัญหาการเมืองทุกอย่างทุกวันนี้ แก้ไขได้ โดยไม่ต้องใช้พันธมิตร….

นกยูง

หวัดดีคุณอัฐค่ะ

วันนี้ไปอ่านเจอในประชาไทมา คุณอัฐมีความเห็นอย่างไรกับแนวคิดในกระทู้นี้คะ

เห็นด้วยหรือเห็นแย้งในประเด็นใดบ้างคะ

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=705461

——————————————————————————–

link ที่คุณนกยูงยกมา ได้เข้าไปอ่านแล้วนะครับ

ที่จริงผมเองก็ได้เข้าเว็บประชาไทอยู่บ่อย ๆ หลาย ๆ เรื่องก็ได้ความรู้จากผู้รู้มากมาย แต่ก็มีอีกหลายเรื่อง หลายความเห็นที่เต็มไปด้วย อคติ โมหคติ ที่ทำให้ข้อมูลหลายอย่างถูกบิดเบือนไปเพื่อผลทางการเมือง หรือเพื่อการปลุกระดม

หลายครั้งที่คนในประชาไท discredit ในหลวงจนเกินจริง ในขณะเดียวกัน ก็ยกย่องอดีตนายกฯ ทักษิณจนเกินจริง

ผมไม่เคยคิดว่าทักษิณเป็นมารร้าย แต่ก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นเทวดาเลิศเลอ ผมให้ค่าคุณทักษิณเท่ากับนักการเมืองคนนึงที่มีทั้งดีทั้งเลว

ในขณะเดียวกัน ผมมองในหลวง ไม่ใช่ในแบบสมมุติเทพ แต่มองในฐานะของผู้นำคนหนึ่งที่ทำงานเพื่อประเทศชาติ นับถือในความเป็นผู้นำที่มีความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อคนส่วนรวม ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย ท่านไม่ได้มีอำนาจจะสั่งใครได้ แต่งตั้งโยกย้ายใครได้ ใครจะเข้าจะออก จะขึ้นจะลง ท่านก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับประโยชน์ส่วนตัวของท่าน หลาย ๆ เรื่อง ก็ต้องมองอย่างให้ความเป็นธรรมด้วย

บทความดังกล่าว ผมมีความเห็นต่างอย่างค่อนข้างสิ้นเชิงครับ

ผมว่าผู้เขียนมองเรื่องนี้เป็นนิยายการเมืองมากไป จะต้องมีแก่งแย่งชิงดี มีการกำจัดคู่แข่งไม่ให้ผุดให้เกิด ผมว่าเขามองเรื่องนี้เกินจริงไป

สำหรับผมแล้ว ผมเห็นว่า ในหลวงท่านเป็นคนยึดมั่นในหลักการมาก ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม จะพวกสนับสนุนท่าน หรือไม่ใช่ ถ้าโดยหลักการมันถูกต้อง ท่านก็ว่ามันถูกต้อง อันไหนมันผิดท่านก็จะว่ามันผิด อย่างเช่นเรื่อง นายกฯ พระราชทาน ท่านก็บอกออกมาอย่างไม่ไว้หน้าใคร หรืออย่าง นายกฯ สมัคร เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ตอนที่เป็นผู้ว่าฯ ก็โดนท่านว่าหนัก ๆ หลายเรื่อง แต่ถ้าเรื่องไหนเป็นเรื่องถูกต้อง ก็ได้รับคำชม ให้กำลังใจอยู่ คุณทักษิณเองก็ได้รับคำชมในหลายเรื่อง และติในหลายเรื่องเช่นกัน

ก่อนอื่น ก่อนจะตีความอะไร เราก็ต้องดูกันก่อนว่า ท่านจงเกลียดจงชังคุณทักษิณจริงหรือ? ท่านต้องการกำจัดให้พ้นจากแผ่นดินไทยเลยเชียวหรือ? ท่านมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอะไรกับการอยู่ หรือการไปของคุณทักษิณ?

เป็นความเชื่อเช่นเดียวกับที่ว่า คนอย่างคุณทักษิณน่ะหรือ จะคิดล้มล้างระบบกษัตริย์ในไทย คนที่เป็นนักธุรกิจ นักประสานประโยชน์อย่างคุณทักษิณน่ะหรือ จะทำอะไรอย่างนั้น คนที่ต้องการแต่พันธมิตรทางธุรกิจอย่างเขาจะทำลายระบบกษัตริย์ไปเพื่ออะไร เขาไม่ใช่คนมีอุดมการณ์ทางการเมืองรุนแรง แต่เป็นนักธุรกิจที่มีหัวการค้าอย่างรุนแรง ถ้าเขาแม้แต่จะคิดทำอย่างนั้นก็ผิดแล้ว เพราะมันย่อมกระทบกับธุรกิจของเขาอย่างแรงเลยทีเดียว

คราวนี้ก็ต้องมามองว่าคำพูดต่อศาลในวันนั้น ผิดหรือถูกอย่างไร?

ก็ต้องมองแบบคนที่เป็นกลาง ไม่เอนเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้นเป็นอย่างไร? การชิงยุบสภาแล้วรีบกำหนดวันเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? กกต.มีความเป็นกลางหรือไม่? อำนาจการกำหนดวันเลือกตั้ง ตามรธน. คือเป็นเอกสิทธิของกกต. ถ้ากกต.มีความเป็นกลาง เรียกพรรคการเมืองทุกพรรคมานั่งคุยกัน เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งแต่แรก จะเกิดปัญหาหรือไม่? แล้วรัฐบาลเอาสิทธิอะไรมากำหนดวันเลือกตั้งแล้วสั่งกกต. ทั้ง ๆ ที่กกต. เป็นองค์กรอิสระ ไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งรัฐบาล? พฤติกรรมการคุมเลือกตั้ง ให้ใบเหลืองใบแดงของกกต.ยุคนั้นเป็นอย่างไร? สภาพองค์การอิสระในยุคนั้น ถูกทำลายไปอย่างไรบ้าง ทั้งปปช. คตง. กกต. ฯลฯ ?

และสิ่งที่ในหลวงพูดในวันนั้น ผิดตรงไหน? การพยายามดันทุรังจะเลือกตั้ง โดยไม่ฟังเสียงใคร การย่ามใจ ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ไปจนถึงสุดท้าย การพยายามทำผิดกม. เลือกตั้งหลายอย่าง ตั้งแต่การจ้างพรรคเล็กลงสมัคร การอนุญาตให้ผู้สมัครที่สอบตกจากเขตหนึ่ง ไปเวียนเทียนลงอีกเขตหนึ่งได้ มันส่อเจตนาอะไร? มันคือความพยายามที่จะเอาชนะกันใช่หรือไม่? ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป จะเป็นอย่างไร?

ยังไงก็ต้องแยกเรื่องปฏิวัติ ออกจากเรื่องนี้ก่อน เพราะหลังจากที่เกิดการตัดสินของศาลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แล้วกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ก็มีพระปรมาภิไทยลงมาแล้วว่าให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ลงสมัครกันหมดแล้ว เหตุการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายแล้ว ซึ่งก็เชื่อว่าถึงแม้ทรท. จะกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ เหตุการณ์ก็ยังดีขึ้นกว่าก่อนหน้านั้นอยู่ดี

สิ่งที่ในหลวงพูด ไม่ได้บอกว่าคุณทักษิณผิด หรือเลว ต้องกำจัด แต่พูดว่า การเลือกตั้งแบบที่มันเป็นอยู่ตอนนั้น มันไม่ถูกต้อง มันผิดเพี้ยน ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง

มันคือการเลือกตั้งที่เกิดจากการดันทุรัง เกิดจากความบิดเบือน การพยายามเอาชนะ ดื้อแพ่ง คิดว่าตะแบงไปอย่างนั้นก็ไม่มีวันแพ้ เพราะเขาคุมทุกอย่างได้แล้ว ย่ามใจมาก

กระแสสังคมอยากให้ถอยก้าวนึง สลับเอาคุณสมคิดมาทำหน้าที่แทน มีโพลอยากให้คุณสมคิดเป็นนายกฯ สูงถึง 85% แต่คุณทักษิณก็กลับเชื่อกุนซือเขมรข้างตัว ระแวงคุณสมคิด จนเริ่มมีปล่อยข่าวทำลายคุณสมคิดจากคนในทรท.เอง เรื่องพวกนี้ ต้องดูให้ละเอียด และให้ครบทุกมุม

แต่ตอบเฉพาะในส่วนของในหลวงว่า ผมเห็นว่าท่านพูดทุกอย่าง ในเรื่องของหลักการล้วน ๆ ไม่ได้มุ่งทำลายตัวบุคคล ท่านพูด และทำอย่างนั้นมานานแล้ว ไม่ใช่แค่ยุคนี้ อะไรถูกผิดก็ว่าไปตามนั้น ท่านไม่ได้มีผลประโยชน์กับใคร หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ใครจะขึ้นจะลง ก็ไม่ได้กระทบอะไรกับการเป็นอยู่ของท่าน

ตลกที่คนประชาไทบางคน พูดขนาดที่ว่า ในหลวงกลัวคนไทยจะรักทักษิณมากกว่า เลยต้องกำจัด เป็นคำพูดที่เหมือนเด็กอมมือมาก ๆ พูดแบบนิยาย พูดแบบคนที่ไม่ศึกษาตัวตนของในหลวงจริง ๆ หรือไม่เข้าใจว่าคนระดับนั้น เขาไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพรรค์นั้นหรอก

ผมเองก็เห็นตามนั้นครับ มันเป็นการเลือกตั้งที่บิดเบี้ยว ไร้ความชอบธรรม ดันทุรังฝืนให้จบไป และไม่มีทางออก เพราะคนที่สามารถปลดสลักทุกอย่างได้ ยังคิดจะสู้ต่อไปไม่ถอย เพราะคิดว่าตัวเองมีอำนาจค้ำฟ้า คิดดูว่าถ้ารัฐบาลรอบคอบกว่านี้ สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายมากกว่านี้ การกำหนดวันเลือกตั้งให้ช้าลงอีก 10 กว่าวัน อาจจะดีกว่าที่มันเกิดขึ้น คือ ต้องเลือกตั้งช้าไปอีก 7 เดือน และยังไม่เกิดขึ้น เกิดปฏิวัติ และต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก 1 ปีกว่า ในแง่ของผลลัพท์ มันไม่คุ้มกันเลย

 

เสือหนุ่มตัวหนึ่ง ยังไม่โตไม่เต็มที่ เขี้ยวยังไม่คม เล็บยังไม่แหลม ขายังไม่มีกำลัง วิ่งยังไม่เร็วพอ ทำให้การต้องออกหาอาหารกินเองดูยากลำบาก

เมื่อก่อนตอนยังเป็นลูกเสือ เจ้าเสือหนุ่มเคยถูกเลี้ยงโดยมนุษย์ ไม่ต้องหาอาหารกินเอง เพียงแค่ทำตามหน้าที่ของตัวเองไปวัน ๆ ก็มีอาหารให้กินอย่างอุดมสมบูรณ์ พอโตขึ้นหน่อย ก็ถูกใช้งานกับหมาล่าเนื้อตัวอื่น ๆ ช่วยเจ้าของล่าหาเนื้อกลับมาให้เจ้านาย แลกกับอาหารที่เจ้านายแบ่งให้กินในแต่ละวัน

เมื่อถึงวันหนึ่ง ลูกเสือจึงตัดสินใจขอลาจากการเป็นสัตว์เลี้ยง เพื่อไปหากินเองตามลำพังในป่า แต่การเป็นเสือบ้านมาตลอด ทำให้การล่าสัตว์ของมันทำได้อย่างลำบากกว่าที่ตัวเองคิดไว้มาก มันไม่เหมือนวันที่ออกล่าสัตว์กับเจ้านาย ที่มีทั้งรถ ทั้งปืน แต่การล่าสัตว์ด้วยตัวเอง ต้องใช้ เขี้ยว เล็บ และขาของตนเอง

ทุกวันนี้ พื้นที่ในป่าเอง ก็หากินได้ยากขึ้น สภาพแวดล้อมถูกทำลายไปมาก ความอุดมสมบูรณ์ลดลง พื้นที่ของป่าถูกรุกกลายเป็นเมือง จำนวนสัตว์ป่าลดลง สัตว์ป่าอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก

เจ้าเสือตัวเดิม เริ่มล่าหาสัตว์ได้น้อยลง จับได้แต่กระต่าย ไก่ป่า ไปวัน ๆ ไม่ค่อยพอจะกินให้อิ่มท้อง แรงก็อ่อนล้าลงไป พลางคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถในการล่าสัตว์ หรือเพียงแค่ว่าตอนนี้แรงยังไม่พอ ถ้าออกล่าต่อ ๆ ไป เราจะสามารถโตเป็นเสือที่เก่งกาจเหมือนเสือตัวอื่น ๆ หรือไม่ ความมั่นใจลดหายไปยิ่งกว่าตอนที่เป็นเสือบ้านที่ออกล่าสัตว์ได้คราวละมาก ๆ

ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป เราไม่มีวันจะเป็นเสือเจ้าป่าได้อย่างที่คิดแน่นอน ตราบใดที่เรายังจับได้แต่กระต่าย หรือสัตว์เล็ก ๆ ที่ไม่พอกิน เราก็คงจะโตได้แบบแกรน ๆ จะมีวันที่เราไล่จับกระทิงมาได้อย่างไร”

คิดได้ดังนั้น เจ้าเสือจึงลองเดินเลียบ ๆ ออกทางชายป่ามามองดูในเมืองอีกครั้ง สภาพปัญหาเศรษฐกิจในเมือง ก็ไม่ต่างจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในป่า ในเมืองทุกวันนี้ก็ต้องเจอกับการแก่งแย่ง ปัญหาการเมือง ปัญหาราคาน้ำมัน สงครามที่คุกรุ่น ข้าวยากหมากแพง

เจ้าเสือมองไปเห็นบ้านหลังใหญ่หลายแห่ง ติดประกาศกำลังหาหมาล่าเนื้อ ซึ่งก็เป็นงานที่มันเคยทำมาก่อน ติดอย่างเดียวว่า มันคือเสือ ไม่ใช่หมาล่าเนื้อแท้ ๆ บางบ้านก็เห็นว่ามันไม่เหมาะสม แต่บางที่ก็ต้องการตัวเจ้าเสือให้มาช่วยงาน

เจ้าเสือคิด บางครั้งในภาวะที่อาหารหายากทั้งในเมืองในป่าอย่างนี้ การได้อยู่บ้านหลังใหญ่ ๆ ที่มีความพร้อม มีเครื่องมือล่าเหยื่อที่ทันสมัย มีเพื่อนร่วมงาน มีทีมงานที่เก่ง ๆ ไม่ต้องออกล่าคนเดียว ก็น่าจะพอช่วยให้เราสามารถมีอาหารกินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้โตขึ้นเป็นเสือที่แข็งแรง และยังได้ศึกษาการล่าสัตว์แบบสากลที่ไม่เคยรู้จักอย่างลึกซึ้งมาก่อนอีกด้วย

แต่เจ้าเสือก็ยังลังเลว่า นี่เราจะทิ้งแหล่งหากิน ที่แม้จะไม่อุดมสมบูรณ์ก็ยังมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยให้เป็นอาหารมากมาย อยู่ไปนาน ๆ ก็อาจจะหากินได้เก่งขึ้น คล่องขึ้น ได้แหล่งอาหารที่ใหญ่ขึ้น ทิ้งความอิสระที่จะเดินไปไหนก็ได้ในป่า หรือในเมือง ไม่ต้องมีใครมากำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่สำคัญคือ จะทิ้งศักดิ์ศรีของความเป็นเสือ กลับไปเป็นหมาล่าเนื้อ อย่างนั้นหรือ

เป็นการตัดสินใจที่ยากอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของเจ้าเสือ การตัดสินใจจะออกจากบ้านเข้าป่า ก็ต้องใช้ความกล้าอย่างมากแล้ว การตัดสินใจจะอยู่ป่าต่อ หรือจะกลับไปอยู่บ้านของคนอื่น ก็เป็นสิ่งที่ยากลำบากที่สุดเช่นกัน 

 

ไม่ได้เขียนอะไรมานาน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เพราะรู้สึกว่าเอียนกับเรื่องพวกนี้มาก ไม่อยากคิดหรือแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะรู้สึกว่าถ้าจะพูดคุยเรื่องการเมืองช่วงนี้ ต้องกลั่นกรองคำพูดดี ๆ และไม่ให้เจืออคติ

คนไทยทุกวันนี้ ทะเลาะกันเพราะถือ “หลักกู” มากกว่า “หลักการ”

กลายเป็นว่า อะไรที่เป็นพวกเรา ทำผิดแค่ไหน ก็ดูดี อะไรที่ไม่ใช่พวก ทำดีก็โดนด่า ถากถาง ไม่ (ค่อย) มีใครที่มีจุดยืนในความถูกต้อง คืออะไรที่ถูกต้อง ไม่ว่าพวกเดียวกัน หรือต่างกัน ก็ต้องว่าถูกต้อง อะไรที่ไม่ถูก ผิด หรือเลว ในบรรทัดฐานของสังคมที่เรายอมรับ เราก็ต้องว่ามันผิด

เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ ด่ารัฐบาล ก็หาว่าเป็นพวกพันธมิตร หาว่าเป็นพวกสนับสนุนเผด็จการ ส่วนฝ่ายรัฐบาล กระโดดถีบคนอื่น ยังมีคนชื่นชม ราวกับเป็นวีรบุรุษ

แถมยังหน่ายใจกับคนบางประเภท … ที่ไม่เชื่อว่าในหลวงของเรา ที่ทรงงานมา 60 ปี ทำคุณความดีเพื่อประเทศชาติ หาว่าท่านเป็น propaganda บ้าง หาว่าท่านเป็นฆาตกรบ้าง ท่านสนับสนุนรัฐประหารทุกยุคทุกสมัยบ้าง …

ที่มันน่าหน่ายใจ ก็คือ คนพวกข้างบน ไม่เชื่อในหลวง แต่กลับเชื่อว่า ทักษิณเป็นคนที่ทำคุณความดีให้กับประเทศชาติโดยไม่มีอะไรแอบแฝง เชื่อว่าทักษิณเป็นคนมีอุดมการณ์ มีประชาธิปไตย หรือกระทั่งอุปโลกว่าเป็นอดีตวีรกษัตริย์กลับชาติมาเกิด

คนไทยชอบดูละครไทย ก็เลยชอบคิดอะไรที่สุดขั้ว มีตัวเอก มีผู้ร้าย มีตัวการเบื้องหลังบงการเรื่องต่าง ๆ ไม่มองให้สิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งธรรมดาตามธรรมชาติ นักการเมืองก็คือนักการเมือง ทักษิณก็เป็นนักการเมือง และนักธุรกิจการเมืองคนนึง ไม่ใช่คนมีอุดมการณ์รุนแรง ทำอะไรก็ย่อมคิดถึงประโยชน์ได้เสียของตนเอง พวกเกลียดก็มองเขาเป็นปีศาจร้าย จอมบงการ แต่พวกรักก็มองเป็นเทพเจ้าไปเลย

เพราะเรา (คนไทย) คิดกันอย่างนั้น ส่วนหนึ่งก็ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับปู้ยี่ปู้ยำ ปี 2550 เพื่อสกัดกั้น (คนอย่าง) ทักษิณ ซะจนไม่รู้จะหาคนดีที่ไหนมาบริหารประเทศได้อีก มีกฎมีข้อห้ามหยุมหยิม และ “ปัญญาอ่อน” เต็มไปหมด

รัฐธรรมนูญปี 50 มีรายละเอียดเรื่องต่าง ๆ เยอะมาก แม้แต่แนวนโยบายของรัฐ ก็ยังเอามาใส่ไว้ ทั้ง ๆ ที่มันน่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์โลก แต่ตลกคือสิ่งที่ไม่พบในนั้นคือ “concept” หรือแนวคิดพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

Concept แรกเลย คือ คุณกะจะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้กี่ปี่??  5 ปี 10 ปี หรือ 100 ปี วิธีคิดมันก็ต่างกันแล้ว ถ้าอยากให้ใช้นาน ๆ ก็ต้องใส่เรื่องพื้นฐานหลักเข้าไปมากกว่าใส่เรื่องปลีกย่อย

Concept ที่ 2 คนร่างมีมุมมองเรื่องหลักเสรีภาพ เสมอภาค และหลักประชาธิปไตยอย่างไร? ผมว่าเขาไม่เคยคุยกันตรงนี้เลย คิดแต่เรื่องวิธีการว่า มีปัญหาอย่างนี้ จะแก้อย่างนี้ แล้วสุดท้ายมันก็แก้ไม่ถูกจุด สร้างปัญหาใหม่มาอีก

อย่างเช่น สว. กลายเป็นสภาผัวเมีย กับพวกนักการเมืองท้องถิ่นที่เป็นลูกน้องพรรคการเมือง…. แทนที่จะหาวิธีการเลือกตั้งที่จะซื้อเสียงยากขึ้น หรือปลอดอิทธิพลนักการเมือง อย่างเช่น ให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นอีก เป็นระดับภาค หรือ เขตรวมระดับประเทศ หรือกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร ฯลฯ …. แต่กลับไปคิดว่า การเลือกตั้งคือปัญหา ให้เป็นแต่งตั้งดีกว่า.. ไม่รู้หรือแกล้งโง่ว่าการแต่งตั้งนี่แหละทายาทอสูรจะวิ่งกันฝุ่นตลบ ไม่ว่าวันนี้ หรืออนาคต ถ้ายังมีระบบแต่งตั้ง คนไทยก็ต้องมีระบบฝากเด็กเส้น อย่างว่าล่ะ สสร. ยังมาจากการแต่งตั้ง ที่วิ่งกันมาฝุ่นตลบ แต่ละคนก็เป็นนักวิ่งเต้นอยู่แล้ว ย่อมจะชอบกติกานี้

ทั้งนี้ เพราะสสร. ไม่เคยคุยเรื่อ concept ของประชาธิปไตยให้แตกก่อน ว่าหลักการที่ถูกต้องคืออะไร รัฐธรรมนูญคืออะไร แล้วค่อยลงประเด็นว่าอะไรบ้างที่ควรใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น

รัฐธรรมนูญคือต้นสน หรือต้นโพธิ์ ที่ต้องมีลำต้นที่ใหญ่ แข็งแรง แล้วค่อยแตกกิ่งย่อย ๆ ออกไป ไม่ใช่ต้นมะม่วงที่ลำต้นแกนหลักยังไม่แข็งแรงก็รีบแตกกิ่งก้านออกไป สุดท้ายเราก็จะได้ต้นไม้ที่ไม่ใหญ่โต ไม่แข็งแรง และบิดเบี้ยวไม่ตั้งตรง

แล้วสิ่งที่เขาบอกว่าจะเอาของปี 40 มาแปะทั้งดุ้นล่ะ???

นั่นมันคือการเอาของเก่ามาใส่ไมโครเวฟให้กินใหม่ชัด ๆ … มันมักง่ายเกินไปหน่อยมั๊ง

ประเทศผ่านการเรียนรู้อะไรมาเยอะแยะตลอดเวลา เราน่าจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วทำสิ่งใหม่ให้มันดีกว่าเก่า ไม่ใช่จะแก้แบบขอไปที ให้เสร็จเร็ว ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมจริง ๆ ของประเทศชาติ

เล่นกันอย่างนี้ เหมือนจะแค่อยากจะเอาชนะกัน โดยไม่สนใจว่าประเทศชาติควรจะได้อะไร ประชาชนควรจะได้อะไร อีกกี่ปีมันจะจบ ???

รธน. ปี 40 ก็เป็นอย่างที่เรารู้อยู่แล้วว่ามีจุดอ่อนเรื่องการตรวจสอบอำนาจรัฐ กับการป้องกันการแทรกแซงองค์กรอิสระจากอำนาจทางการเมือง นี่คือจุดหลัก แต่ยังมีจุดย่อยอีก เช่นเรื่องการกำหนด 5% ของการเลือกตั้งระบบ party list

คิดจะเอาปี 40 มาใช้ ได้เอามาศึกษาข้อดีข้อเสีย จุดด้อย จุดบอดแค่ไหน หรือคิดแต่ว่า ถ้าเอา 40 มาฉันได้เปรียบ พวกข้าได้เปรียบ ก็เอามาเลย สสร. ก็ไม่ต้องตั้ง แก้กันเองยำกันเองด้วยวิธีคิดว่า “เราเป็นเสียงส่วนใหญ่” แค่นี้ก็ผิดหลักประชาธิไตยแล้ว

ถ้าจะทำอย่างนี้ ก็รอได้เลยว่าเราจะต้องมาแก้รัฐธรรมนูญกันอีกใน 3 ปี 5 ปี แล้วก็ไม่จบด้วย

ประชาธิปไตย ไม่ใช่อนาธิปไตย เสียงส่วนมากไม่ได้กำหนดทุกอย่างของประชาธิไตย แต่ประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นคือ “เคารพเสียงส่วนใหญ่ และให้เกียรติเสียงส่วนน้อย” ถ้าเสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจแล้ว ก็ต้องเคารพ และยอมรับ แต่เสียงส่วนน้อย ถ้าทักท้วงในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ต้องรับฟังกัน

ถ้าคิดได้แค่นี้ ก็คงจะไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีพันธมิตร ไม่มีนปก. และไม่มีรัฐประหาร

นั่นแหละคือเหตุผลที่ว่า ผมสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ แต่รธน.ฉบับไมโครเวฟ ก็ไม่เอาเหมือนกัน

cafefront.jpg   

            เขาว่ากันว่า เงินทองมีมากมายลอยอยู่ในอากาศ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะหยิบมาเข้ากระเป๋าตัวเองได้แค่ไหน…

            การจะหยิบเงินที่ว่าลอยอยู่รอบ ๆ ตัวเรา จำเป็นจะต้องอาศัยส่วนที่สำคัญ 2 สิ่งคือ มีตาที่สามารถจะมองเห็นได้  กับมีมือที่สามารถจะหยิบมาได้ แต่ถ้ามีมือที่ยาวไม่พอ ก็ต้องหาเครื่องมืออย่างอื่นมาช่วยสอยลงมา

            การแข่งขันในทางธุรกิจ บางคนอาจจะมีได้แค่มือสั้น ๆ ในขณะที่บางคนมีอุปกรณ์ช่วยราคาแพง Full Options การหยิบเงินก้อนเดียวกัน ย่อมจะมีความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างแน่นอน อีกทั้งเงินที่ลอยต่ำ ๆ อยู่ใกล้ ๆ มือ ก็มักจะเป็นที่แย่งแข่งขันกัน กว่าจะถึงมือเรา คงจะเหลือแค่เศษ

            ธุรกิจหนึ่งที่คนรุ่นใหม่หลายคนไฝ่ฝันอยากจะมี คือการได้เป็นเจ้าของร้านกาแฟเล็ก ๆ ซักร้านหนึ่ง อาจจะเป็นร้านที่มีบรรยากาศสบายน่านั่ง เงียบสงบ เพลงเพราะ ๆ กรุ่นกลิ่นกาแฟหอม ๆ

            แต่ในโลกความเป็นจริงของธุรกิจร้านกาแฟ อาจจะไม่หวานหอมเหมือนซีรีน์เกาหลีเรื่อง Coffee Prince ก็เป็นได้

            เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะไปที่ไหน โดยเฉพาะในย่านชุมชน หรือย่านคนทำงานต่าง ๆ เรามักจะเห็นร้านกาแฟ และบู้ทกาแฟ เปิดอยู่แทบจะทุกมุมถนน ทุกตึกสำนักงาน ร้านกาแฟสวย ๆ ในบรรยากาศเงียบสงบ อาจจะแฝงไปด้วยสีหน้าที่กังวลของเจ้าของร้าน หากไม่สามารถทำกำไรได้อย่างที่ต้องการ บางทีเพียงแค่การมีใจรัก มีความฝันอย่างเดียว อาจจะยังไม่พอที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ ไม่ใช่ไม่พอที่จะทำกำไรร่ำรวย แต่อาจจะไม่พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ด้วยซ้ำอย่างไรก็ตาม ธุรกิจกาแฟนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ว่างให้แทรกเลยเสียทีเดียว สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่คิดจะตั้งร้านกาแฟจะต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟ และธุรกิจด้านนี้ให้ครบทุกแง่ทุกมุม และวางกลยุทธในการสร้างจุดขายจุดเด่นที่จะดึงลูกค้ามาให้ได้

            โดยทั่วไป เราสามารถที่จะเลือกทำร้านกาแฟได้ในหลายรูปแบบ ขึ้นกับทำเลและเงินทุนที่เรามี เริ่มตั้งแต่ บู้ทขายกาแฟที่เรียกว่า คีออส (Kiosk) ที่ลงทุนเริ่มต้นเพียง 2-3 หมื่นบาท หรือ มุมกาแฟที่ขอเช่าพื้นที่ว่างของอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล และสถานที่ต่าง ๆ หรือเป็น กระท่อมกาแฟขนาดเล็ก ที่อยู่ตามปั๊มน้ำมัน ไปจนถึง ร้านกาแฟแบบเต็มรูปแบบ ที่มีพื้นที่เฉพาะตัว มีการตกแต่งภายใน ด้วยเงินลงทุนสำหรับการตั้งร้านกาแฟขนาดกลาง ๆ ประมาณ 1.5-3 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น

งบประมาณอย่างคร่าว ๆ ในการลงทุนตั้งร้านกาแฟ

รายละเอียด ร้านกาแฟ สร้างใหม่บนที่ดินส่วนตัว ร้านกาแฟจากการเช่าคูหา มุมกาแฟในอาคารสนง. คีออส กาแฟ
1. ค่าก่อสร้าง (บาท) 500,000-1,000,000 1-20,000
2. ตกแต่งภายใน และป้ายร้าน (บาท) 600,000 500,000 300,000
3. ค่าไฟฟ้าประปา (บาท) 120,000 100,000 5-80,000
4. เฟอร์นิเจอร์ (บาท) 100,000 100,000 5-80,000
5. เครื่องปรับอากาศ (บาท) 100,000 100,000
6. อุปกรณ์กาแฟ เช่น เครื่องชง เครื่องบด เครื่องปั่น และเครื่องครัวต่าง ๆ (บาท) 2-400,000 2-400,000 1-200,000 25,000
7. วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ สำหรับครึ่งเดือน 50,000 50,000 30,000 15,000
8. เงินสดหมุนเวียนเบื้องต้น (บาท) 200,000 100,000 50,000 10,000
  รวม (บาท) 1.7-3 ล้านบาท 1.5-2 ล้านบาท 5-700,000 6-70,000
  Options        
a. ค่าแฟรนไชส์ 400,000 400,000 200,000 รวมอยู่ในค่าอุปกรณ์และคีออส
b. ค่าอุปกรณ์ กรณีขายขนม หรือไอศกรีม 1-200,000 1-200,000 1-200,000

 *  ทั้งนี้ ไม่รวมค่าเช่าพื้นที่รายเดือน และ ค่าจ้างพนักงาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของร้านนั้น ๆ

ต้นทุนของกาแฟต่อแก้ว

รายการ ค่าใช้จ่ายต่อแก้ว (บาท)
กาแฟ 4.00
นมข้นหวาน 1.20
นมสด 0.90
น้ำเชื่อม / น้ำตาล 0.10
น้ำแข็ง 0.20
บรรจุภัณฑ์ (แก้ว, ฝา, หลอด) 2.50
รวม 8.90

ค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในร้านกาแฟ

อุปกรณ์ ราคาโดยประมาณ (บาท)
เครื่องชงกาแฟ  
   – เครื่องเดี่ยวขนาดเล็ก แบบ Manual 20,000
   – เครื่องเดี่ยวขนาดเล็ก แบบอัตโนมัติ 35,000
   เครื่องเดี่ยวขนาดใหญ่เกรด A Manual/อัตโนมัติ 80,000 – 100,000
   เครื่องชนิด 2 หัวชง Manual 100,000 – 150,000
   เครื่องชนิด 2 หัวชง อัตโนมัติ 150,000 – 200,000
เครื่องบดกาแฟ 15,000 – 30,000
เครื่องตีฟองนม 1,000 – 3,000
เครื่องปั่นน้ำผลไม้ 3,000 – 7,000

             ข้อมูล และความรู้ต่าง ๆ ในการตั้งร้านกาแฟ และการชงกาแฟ เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยากในปัจจุบัน  เพราะมีผู้แข่งขันกันให้บริการทางด้านนี้มากมายหลายเจ้า ทั้งที่ทำในรูปแบบของแฟรนไชส์ และที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟรนไชส์กัน

            ส่วนใหญ่ เมื่อซื้อแฟรนไชส์ ก็จะรวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ จากเจ้าของแฟรนไชส์ และรับการอบรมเรื่องการชงกาแฟ การทำร้านกาแฟ ตามที่เขากำหนดในเงื่อนไขด้วย สำหรับคีออสกาแฟ เมื่อซื้อแฟรนไชส์ 3-5 หมื่นบาท เราก็จะสามารถได้อุปรณ์ครบทุกอย่างที่พร้อมจะทำงานได้เลย ตั้งแต่บูท (รถเข็น) เครื่องชงกาแฟสด เครื่องบดกาแฟ ฯลฯ

            ส่วนประเภทที่ให้บริการด้านอุปกรณ์ในการชงกาแฟโดยไม่ต้องทำแฟรนไชส์ เมื่อซื้อเครื่องชงกาแฟ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็มักจะมีบริการสอนการชงกาแฟให้ฟรีด้วยเช่นกัน

            ข้อมูลและเงินลงทุน จึงดูจะไม่ใช่ปัญหาในการเริ่มทำร้านกาแฟ แต่ปัจจัยสำคัญของร้านกาแฟที่จะประสบความสำเร็จได้ น่าจะอยู่ที่ การมีทำเลที่ดี ราคาที่เหมาะสม และการบริการที่ประทับใจ

            การเลือกทำเลในการตั้งร้าน ไม่ได้หมายถึงแค่ว่าเลือกทำเลที่มีลูกค้ามาก ๆ กำลังซื้อสูง ๆ เท่านั้น แต่ควรจะต้องศึกษาถึงพฤติกรรมการบริโภคแถว ๆ นั้นด้วยว่า แถวนั้นคนชอบที่จะมานั่งกินสบาย ๆ ใช้เวลานาน ๆ ในร้าน หรือมานั่งไม่นานเพื่อเป็นจุดนัดพบ หรือชอบที่จะซื้อกลับไปกินที่อื่น ที่จอดรถจำเป็นหรือไม่ มีเพียงพอหรือไม่ บริเวณที่ใกล้กันมีร้านกาแฟ หรือคีออสขายกาแฟอยู่แล้วกี่ร้าน ราคา รสชาติเป็นอย่างไร ลูกค้าเป็นใคร พนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือคนที่พักอาศัยแถวนั้น สิ่งเหล่านี้ จะมีส่วนในการกำหนดทิศทางว่าถ้าเราจะตั้งร้านกาแฟขึ้นมาอีกสักร้านตรงนั้น ควรจะเป็นร้านในลักษณะไหน จึงจะตรงกับความต้องการที่มีอยู่ บางครั้ง การเปิดร้านในย่านที่พักอาศัย อาจจะขายดีกว่าร้านกาแฟในย่านคนทำงานก็ได้ ถ้าหากเปิดได้ถูกจุด โดนใจ ไม่มีคู่แข่ง เช่นเดียวกับการกำหนดราคา ซึ่งก็ต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย และลักษณะของย่านชุมชนที่ตั้งอยู่ด้วย

            ร้านกาแฟหลายร้าน ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนขายไม่ได้เป็นคนชอบกินกาแฟเป็นพื้นฐาน เพียงแต่เปิดร้านกาแฟไปตามแฟชั่น เพราะคิดว่าใครทำก็รวยได้ ร้านแบบนี้ เจ้าของอาจจะไม่ได้เคยรู้ว่า กาแฟแบบไหนอร่อยไม่อร่อย เมล็ดกาแฟจากที่ต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไร ขาดความเอาใจใส่ในการพัฒนารสชาติกาแฟให้อร่อย หอมหวลอยู่เสมอ การตั้งในที่ทำเลทอง แต่กาแฟไม่อร่อย ร้านก็อยู่ไม่ได้เช่นกันหรือบางแห่ง เจ้าของร้าน ปล่อยให้ลูกจ้างดูร้านโดยไม่เข้ามาดูแลด้วยตัวเองบ่อย ๆ ทำให้ขาดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับอารมณ์ของลูกค้าที่มาดื่มกาแฟในร้านจริง เจ้าของร้านจะไม่รู้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในร้าน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความประทับใจของลูกค้าได้ ถ้าคิดว่าร้านได้ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามแล้ว ลูกจ้างถูกอบรมมาดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้ามาดูเลย อาจจะทำให้ร้านกาแฟไม่สามารถปรับบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้เราจึงอาจจะบอกได้ว่า การทำร้านกาแฟ เริ่มต้นไม่ยาก ลงทุนไม่สูง แต่การจะรักษาประคับประคองให้ธุรกิจสามารถเลี้ยงตัวได้ มีลูกค้าประจำสม่ำเสมอ และเป็นที่พึงพอใจของลูกค้า เป็นเรื่องที่ต้องใช้ฝีมือในการบริหารจัดการ และใช้หัวใจที่รักกาแฟอย่างแท้จริง จึงจะประสบความสำเร็จได้

 

roasted_coffee_beans.jpg 184680482_e8bc067f12.jpg latte_art1.jpg p4694586n1.jpg